วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความรู้เบื้องต้นในการรักษาสุขภาพให้ยืนยาว และสุขภาพแข็งแรง

ความดัน          บน ล่าง
    เริ่มต้น-50    110 70
    อายุ 50        130 85
    อายุ 60        140 90

เลขความดันตรงนี้ ถือว่าเป็นค่าปกติ
บน 110-140 ล่าง 70-90

*********************************************************************************

วิธีง่ายๆในการรักษาสุขภาพด้วยอาหารและผลไม้

++ จิบน้ำร้อน บ่อยๆ ช่วยปรับสมดุลย์ ความดันเลือด, ลดเส้นเลือดสมองตีบ, เบาหวาน, ต้อที่ตา, ไต

++จิบน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ หรือ 250 CC min. ก่อนอาหาร ลดความอ้วน

++การดื่มน้ำเย็นครั้งละมาก ๆ จะมีผลให้น้ำซึมเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นเหตุของการเกิดภาวะสมองบวมน้ำ รวมถึงน้ำอัดลม

++เบาหวาน กินน้ำตาลธรรมชาติได้ น้ำตาลฟรุตโตส, น้ำตาลปี๊ป (น้ำตาลปึก), โอวทึ้ง, น้ำผึ้ง

++หยุด น้ำตาลกรวด, น้ำตาลทรายแดง, น้ำตาลทราย, ซูโครส

++น้ำตาลทราย/น้ำตาลกรวด จะสะสมที่ตับเป็นไขมัน ก่อให้เกิดไตรกลีเซอร์ไรด์

++สำหรับน้ำตาลที่ฟอกขาว ซึ่งมีสารก่อมะเร็ง เซลล์มะเร็งชอบน้ำตาลมากที่สุด มีความสามารถในการดูดน้ำตาลในเลือดมากกว่าเซลล์ปกติ 24 เท่า

++ทุเรียน มี Anti - Oxidant, กำมะถัน (งด ข้าว) ช่วยลดมะเร็ง, ลดคลอเรสเตอรอล, ลดอ้วน, ลดไขมัน, ต้านแก่ ทำให้เป๋นหนุ่มสาวขึ้น

++น้ำแตงโม มีไวอาก้า ธรรมชาติ บำรุงเลือด, ละลายลิ่มเลือด ช่วยป้องกันเท้าชา โรคพากินสัน

++แกนสับปะรด มีสารบอมิเรน เป็นเอนไซม์ที่อยู่ในแกนสัปปะรด ลดมะเร็งปากมดลูก โดยให้ดูดแต่น้ำ แล้วคายกากทิ้ง

++กล้วยไข่  หยุดผมร่วง, ป้องกันอัลไซเมอร์, บำรุงสมองทำให้ฉลาด ความจำดี บำรุงตับ ไต, ป้องกันมะเร็ง, บำรุงกระดูก, บำรุงสายตา, รักษา Office Syndrome

++กล้วยน้ำว้า วันละ 2 ลูก เหมือน ๆ กล้วยหักมุก ปิ้งไฟทั้งเปลือก ลดไข้, ลดเจ็บคอ, บำรุงตับอ่อน, รักษาเบาหวาน, แก้ทอนซิลอักเสบ,

++กล้วยหอม (กล้วยเล็บมือนาง) 3 ผล / สัปดาห์ เป็น ฮอร์โมน ญ. มีโปแทสเซียม ป้องกันโรคพากินสัน และ อัลไซเมอร์, บำรุงสมอง, ป้องกันสมาธิสั้น

++น้ำมะพร้าวอ่อน ปรับสมดุลย์ ฮอร์โมน ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนวันละ 1 ลูก ช่วยฟอกเลือด และบำรุงไต
ส่วนเนื้อมะพร้าวช่วยบำรุงตับ ต้องซื้อแบบเป็นทลาย เเล้วเอามาปลอกเอง ไม่เอาแบบปลอกสีขาวแล้ว เพราะที่ร้านแช่สารฟอกขาว

++กะทิ ลด Cholesterol, ไม่อ้วน, ไม่เบาหวาน,

++น้ำมันมะพร้าว ช่วยลดความอ้วน โดยกินก่อนอาหารเช้า 4 ช้อนกาแฟ
         ใช้เป็น Hair Serum ลงหนังหัว, ลดหงอก, เพิ่มผมดกดำ หัวไม่ล้าน
         ใช้ล้างเครื่องสำอาง ใช้เป็นเดย์ครีม ไนท์ครีมได้ มี SPF 90 (Sun block)
         Oil Pulling  น้ำมันมะพร้าวที่ผ่านกรรมวิธีแบบหีบเย็น ปริมาณ 2 ช้อนชา อมและกลั้วน้ำมันมะพร้าว บีบให้น้ำมันวิ้งผ่านซอกฟันอย่างรวดเร็ว ประมาณ 15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง ห้ามกลืนลงไป จะช่วยนำเชื้อโรคออกจากช่องปาก ปล ครั้งแรกทำไม่ถึง 15 นาที แต่ต่อไปจะทำได้เอง
น้ำมันมะพร้าวมี lauric acid สูงที่สุดในโลก (เหมือนที่มีในน้ำนมแม่)

++หยุด น้ำมันพืช เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเคมี เมื่อน้ำมันพืชเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 60 องศา จะเปลี่ยนสภาพเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ตับจะทำหน้าที่ผลิต Cholesterol ซึ่งเป็นสารจำเป็นสำหรับร่างกาย และผลิต LDL และ HDL LDL (Low Density Lipoprotien ) และ HDL( High Density Lipoprotein ) ทั้งคู่ไม่ใช่ cholesterol แต่ถูกบริษัทยาหลอกให้วงการแพทย์เรียกว่า Bad Cholestorol และ Good Cholestorol LDL มีหน้าที่สำคัญคือฃ่อมแซม คือเข้าไปพอกแผลของรอยอักเสบในเส้นเลือด และ HDL ทำหน้าที่ดักจับ LDL ที่เป็นของเสียแล้วเป็นขยะ กลับมาทำลายที่ตับ

++การตากแดด  การแตกเเดดอ่อนๆ เวลาเช้า เย็น จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน D จะทำให้ช่วยลด Cholesterol ได้ แสงแดดช่วยป้องกันมะเร็งทุกชนิด

++น้ำมันมะพร้าว นำกะทิใส่ถุงแช่ตู้เย็น 3 ช.ม. เพื่อให้เนื้อกับน้ำแยกตัวกัน นำเนื้อมะพร้าวส่วนบนไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมัน เก็บไว้ใช้ได้ไม่เกิน 3 เดือน

++การสระผม ควรสระผมด้วยสบู่เด็ก ควรสระผมช่วงเช้า ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะผมจะไม่สามารถแห้งได้ทัน เวลานอนจะเกิดเชื้อรากลางคืน เป็นเหตุของอาการคันศีรษะ และลงน้ำมันมะพร้าวที่หนังศรีษะ
เกลือ

++การบริโภคเกลือ ไม่ได้ทำให้ไตวาย แต่เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิตเกลือที่ขาวละเอียดมีการเติมโพลิเมอร์ โดยหยดลงบนเกลือ ทำให้โครงสร้างจากเดิมโซเดียมคลอไรด์เปลี่ยนเป็นโซเดียมซัลเฟต ซึ่งมีผลต่อไต เพราะไม่สามารถขับออกได้ ซึ่งเกลือชนิดนี้จะโรยบนอาหารแล้วยังคงทำให้อาหารกรอบ แต่ถ้าเป็นเกลือที่เป็นโซเดียมคลอไรด์นั้น จะมีคุณสมบัติดูดความชื้นทำให้อาหารไม่คงความกรอบ
ควรใช้เกลือทะเลค่ะ จากภาคใต้จะดี ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะ

++ตะไคร้แกง นำมาหั่นแล้วต้มเป็นน้ำตะไคร้ ดื่มเพื่อช่วยลดเบาหวาน

++กาแฟ มีคาเฟอีน มีไว้ดม ไม่ควรกิน เพราะจะมีผลยับยั้งไม่ให้แคลเซียมไปเกาะกระดูก จึงมีโอกาสเป็นโรค กระดูกผุ กระตุ้นเซลมะเร็ง

++ไข่ ไข่ต้ม ไข่เค็ม ไข่พะโล้ โดยเฉพาะไข่แดง หากกินวันละ 2 ฟอง  จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด (ลดเบาหวาน) เนื่องจากไข่แดงมีซิลิเนียม งานวิจัยของฮาวาร์ด พบว่าหากบริโภคไข่จะอายุยืน
         ไข่วันละ 3 ฟอง (อายุต่ำกว่า 45 ปี)
         บริโภควันละ 2 ฟอง (อายุ 45 ปี – 50 ปี)
         และบริโภควันละ 1 ฟอง (อายุเกิน 50 ปี)
ไข่ต้ม 1 ฟอง มีสรรพคุณสูงกว่านม 5 กล่อง

++การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายทุกวัน  ออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ เช่น
         1. การขยับนิ้วมือ เป็นการช่วยเรื่องน้ำในข้อ ผลที่ได้กระดูกจะไม่ผุ
         2. งอนิ้วมือ ช่วยในเรื่องของอาการนิ้วล็อค
         3. กำมือและแบมือสลับข้างกันไปมา ช่วยในเรื่องของโรคหัวใจ และลด Cholesterol
         4. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ และขยับเท้ายกขึ้นทำท่าวิ่งบนอากาศ
         5. นั่งบนเก้าอี้ กำมือ ทุบขาด้านนอก และด้านใน ทุบแขน สลับกันไป
         6. การนั่งตรง ๆ นั่งแค่ครึ่งเก้าอี้ ประมาณ 10 นาที ช่วยป้องกันในเรื่องของ ริดสีดวงทวาร
         7. กำมือขวาหมุนเป็นวงกลมออกนอกตัว และกำมือซ้ายหมุนเป็นวงกลมเข้าหาตัว เป็นการบริหารสมองทั้ง 2 ซีก
         8. มือประสานกันสองของ ยืดตรงไปข้างหน้า เท้าห่างกันประมาณช่วงไหล มองตรง แล้วหมุนเอวไปรอบ ๆ ทั้งด้านซ้าย และขวา ครั้งละ 5 รอบ ทำตอนเช้า จะช่วยลดส่วนเกินตรงหน้าท้อง

++การพักผ่อน  ไม่ควรเกิน 4 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายได้หลั่งสารโกรธฮอร์โมน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ควรนอนในห้องที่ปิดไฟสนิท ไม่มีแสงไฟอื่นๆ ส่องตาค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชมรมคนรักสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557


ในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคประมาน 2-3 ล้านคน ในจำนวนนี้จะเป็นเด็กประมาณ1 แสนคน    คาดว่าในปีพ.ศ.2563 จะมีผู้ติดเชื้อวัณโรคเพิ่มขึ้นเกือบ 1 พันล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 70 ล้านคน  
 
 
วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงที่สามารถแพร่กระจายทางอากาศไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย   หลังจากที่ได้มีการค้นพบยาที่ใช้รักษาได้ผลดี และมีวัคซีนฉีดป้องกันทำให้ผู้ป่วยวัณโรคลดน้อยลง   ในปี พ.ศ.2539  ประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นวัณโรคประมาณ 8 หมื่นคน และในปี พ.ศ.2534  ผู้ป่วยลดลงเหลือ 4 หมื่นคน ต่อมาในปี พ.ศ.2535-2536  ได้มีการระบาดของโรคติดเชื้อเอชไอวีไปทั่วประเทศ ทำให้การแทรกซ้อนของวัณโรคในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 
 
จากข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นปีละ 5 หมื่นคนและครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่เชื้อ 1 ราย ถ้าไม่ได้รับการรักษาสามารถทำให้คนรอบข้างติดเชื้อได้ 10 -15 คนต่อปี  และวัณโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิต

องค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับประเทศไทยอยู่เป็นลำดับที่ 17 จากกลุ่ม 22 ประเทศที่มีปัญหาด้านวัณโรค  ซึ่ง 3 อันดับแรกได้แก่ อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย จำนวนผู้ป่วยวัณโรคในไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นเพราะการควบคุมการแพร่ระบาดของวัณโรคไม่ถึงเป้าหมาย   ที่สำคัญคือปัญหาผู้ป่วยกินยาไม่ต่อเนื่องจนเกิดวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยาอย่างรุนแรง หรือ Extensively drug resistant tuberculosis (XDR-TB) ปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง  และปัญหาแรงงานต่างชาติที่เป็นวัณโรคหรือเป็นพาหะของโรคเข้ามาหางานทำในเมืองไทยกันมากขึ้น

วัณโรคหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ฝีในท้อง  เรารู้จักกันในชื่อของทีบี(TB)ซึ่งเป็นชื่อย่อของTuberculosis  เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียชื่อ Mycobacterium tuberculosis เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจในรูปละอองเสมหะ เชื้อวัณโรคจะผ่านเข้าสู่ปอดและเริ่มแบ่งตัวแพร่ต่อไป   ส่วนใหญ่ทำให้เกิดวัณโรคปอด แต่อาจแพร่กระจายไปที่อื่นๆ ในร่างกายทำให้เกิดวัณโรคที่อวัยวะนั้นๆ เช่น ผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองกระดูก  ข้อ ไต และเยื่อหุ้มสมอง บุคคลที่มีโอกาสติดเชื้อง่ายได้แก่ผู้สูงอายุ  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน, ติดเหล้าและภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ในตอนแรกที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะยังไม่แสดงอาการ  และไม่พบความผิดปกติในเอกซเรย์ปอดแต่ในเวลาต่อมา ซึ่งอาจนานเป็นปี เมื่อวัณโรคเริ่มเป็นมากขึ้นจะปรากฏอาการอื่นให้เห็น เช่นไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ บางรายไอแห้งๆ อาจมีเสมหะสีเหลือง เขียว หรือไอปนเลือด เจ็บแน่นหน้าอก มีไข้ต่ำๆ ตอนบ่ายหรือเย็น เหนื่อยหอบ อ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้  ในช่วง 2 เดือนแรกจะใช้ยาร่วมกัน 3-4 ชนิดหลังจากนั้นจึงลดยาเหลือ 2 ชนิดเป็นเวลาต่อไปทั้งหมด รวม 6-9 เดือนนิยมให้ยารับประทานรวมกันเวลาเดียวก่อนนอนภายหลังให้การรักษาอาการต่างๆของผู้ป่วยจะค่อยๆดีขึ้น ใน 2 สัปดาห์ และใกล้เคียงปกติภายในระยะ 2 เดือน ยกเว้นผู้ป่วยที่เชื้อดื้อยาหรือเป็นโรคมานานและได้รับการรักษาช้าจะต้องทำการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 1 –2 ปี ยาวัณโรคในปัจจุบันหลักๆจะมีอยู่ 4 ชนิดคือ  Isoniazid, Rifampicin ,Pyrazinamide  และ Ethambutolผู้ป่วยควรกินยาครบตามที่แพทย์สั่ง ถ้ากินๆหยุดๆอาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อวัณโรคดื้อยาได้ จะทำให้ระยะเวลาการรักษายาวนานและรักษายากยิ่งขึ้น  ยาที่กล่าวมาในข้างต้นนี้มีผลข้างเคียงทุกตัว จึงต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์และเภสัชกร   การรักษาจะได้ผลดีต่อเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน   หมั่นดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างก็จะช่วยหยุดยั้งการแพร่กระจาย และทำให้โรคนี้หมดไปจากประเทศไทยได้

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“เชื้อรา” อีกหนึ่งภัยเงียบภายในบ้าน

เชื้อรา เป็นเชื้อที่พบได้ในธรรมชาติทั้งในบ้านและนอกบ้าน ขยายหรือสืบพันธุ์ด้วยการสร้างสปอร์ (spore) เมื่อสปอร์ลอยไปติดที่ที่มีความชื้น จากนั้นจะเจริญเติบโตและทำลายบริเวณนั้น

เชื้อรานอกบ้านมีหน้าที่ในการสลายของเสีย เช่น ใบไม้ ต้นไม้ หรือขยะ แต่เมื่อเชื้อราเข้ามาอยู่ในบ้านจะส่งผลเสียต่อผู้อยู่อาศัย เนื่องจากสปอร์ของเชื้อราจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจลำบาก คัดจมูก ผื่นคัน ภูมิแพ้ หอบหืด ปอดอักเสบจากภูมิแพ้ ระคายเคืองต่อตา จมูก หลอดลม ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน ดังนั้นเราสามารถควบคุมเชื้อราได้โดยการป้องกันและกำจัดเชื้อราตั้งแต่แรกเริ่ม


 
เชื้อรามักจะเกิดบริเวณที่อับชื้น เช่น ผนังห้องน้ำ ฝ้า ขอบหน้าต่าง บริเวณรอยรั่วของหลังคา ท่อระบายน้ำแอร์ วิธีกำจัดเชื้อราง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองคือ เมื่อเกิดเชื้อราขึ้นกับพื้นที่หรืออุปกรณ์ใด ๆ แสดงว่ามีการรั่วซึม ชื้น ให้รีบทำบริเวณนั้นให้แห้งทันที สำหรับวัสดุผิวแข็งให้ล้างบริเวณที่เป็นเชื้อราด้วยน้ำสบู่และทำให้แห้ง หากเป็นพรม ฝ้า หรือวัสดุที่มีรู เมื่อเกิดเชื้อราให้โยนทิ้ง เพราะเราไม่สามารถทำความสะอาดเชื้อราที่อาศัยอยู่ในนั้นได้

ที่สำคัญไม่ควรทาสีบนอุปกรณ์ที่มีเชื้อรา ควรทำความสะอาดและทำให้แห้งแล้วจึงทาสีทับ ทั้งนี้ อย่าลืมป้องกันตัวเองระหว่างปฏิบัติงาน เช่น สวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 เพื่อป้องกันการหายใจเอาเชื้อราเข้าไป หรืออาจจะใช้หน้ากากที่มีคุณภาพสูงกว่า ใส่ถุงมือยาวเป็ถุงมือยางเพื่อป้องกันเชื้อมาสัมผัส ใส่แว่นตาป้องกันเชื้อกระเด็นเข้าตา

สำหรับวิธีการป้องกัน เมื่อเกิดความชื้นขึ้นต้องแก้ไขรอยรั่วหรือซึมทันที ด้วยการล้างหรือทำให้บริเวณที่เปียกชื้นให้แห้งโดยทันที , ดูแลรางน้ำบริเวณหลังคามิให้มีสิ่งแปลอกปลอมที่จะขวางทางเดินของน้ำ , ตรวจสอบสนามหญ้าในบ้านว่ามีความลาดเอียงถูกต้องหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดน้ำขังบริเวณบ้าน , ตรวจสอบเครื่องปรับอากาศว่าถาดรองน้ำมีสิ่งที่จะทำให้เกิดน้ำขังหรือไม่ , ตรวจสอบสายระบายว่าอุดตันหรือไม่ , รักษาความชื้นภายในบ้านให้ต่ำกว่า 60% (อาจจะซื้อเครื่องมือตรวจความชื้น) , หากคุณพบว่ามีคราบน้ำจับที่กระจก และรีบเช็ดให้แห้งพร้อมทั้งหาว่ามีน้ำรั่วที่ใดและให้รีบแก้ไข

นอกจากนี้ การลดความชื้นภายในบ้านก็สำคัญ อาทิ อย่าตากผ้าไว้ในบ้าน เตาต้มน้ำ ทำกับข้าว,ใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องลดความชื้น , ใช้พัดลมดูดอากาศในห้องน้ำหรือในห้องครัวเพื่อลดความชื้น , ให้อากาศภายในห้องถ่ายเทโดยการเปิดหน้าต่างหรือใช้พัดลมดูดอากาศภายในบ้าน , เพิ่มอุณหภูมิห้องโดยการเปิดหน้าต่างให้แสงแดดส่องเข้ามา , ใช้ผ้าพันวัสดุที่มีผิวเย็นเช่นโลหะ

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โรคภัยต่อผิวหนังของเราซึ่งแอบซ่อนมากับสายฝนในช่วงฤดูฝนมักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา

โรคภัยต่อผิวหนังของเราซึ่งแอบซ่อนมากับสายฝนในช่วงฤดูฝนมักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา

สายฝนที่พร่ำโพรยลงมา ไม่ได้มีแค่เพียงความเย็นชุ่มช่ำเท่านั้น ยังมีภัยต่อผิวหนังของเราซึ่งแอบซ่อนมากับสายฝนในช่วงฤดูฝนอากาศที่อับชื้น ซึ่งเอื้ออำนวยให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นปัญหาที่พบได้เสมอในช่วงหน้าฝน มักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา ผื่นผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา ซึ่งมีได้หลายรูปแบบ เรามาทำความรู้จักกับผื่นที่พบได้บ่อยๆ กันดีกว่า

1. โรคเกลื้อน จะเป็นวงด่าง ๆ สีขาว หรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาล ร่วมกับมีขุยสีขาวเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นบนผิวหนัง บริเวณหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ นอกจากดูไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิก โรคเกลื้อนเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia furfur สามารถพบได้บนผิวหนังของคนทั่วไป แต่ปกติแล้วไม่ก่อโรค ยกเว้นในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น คนที่ออกกำลังกาย เหงื่อออก หรือตากฝน แล้วไม่ยอมอาบน้ำ ร่างกายชื้นแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวนจนทำให้เกิดผื่นลักษณะดังกล่าวขึ้น

2. โรคเชื้อราแคนดิดา ในคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน หรือคนที่มีน้ำหนักมาก อาจเกิดผื่นสีแดงแฉะขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม ร่วมกับมีอาการคันมาก สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา (Candida) ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ โดยการทายาฆ่าเชื้อราทั่วไป แต่มักเป็นซ้ำได้บ่อย เพราะยีสต์ชนิดนี้พบได้ในร่างกายของคนเรา เช่น บริเวณช่องปาก ระบบทางเดินอาหารและช่องคลอด

3. โรคกลาก เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ซึ่งอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว จะเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดีมากในอากาศร้อนชื้น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อกลากได้หลายตำแหน่ง ได้แก่

     3.1 โรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่เท้าช่วงที่ฝนตกมากๆ บางพื้นที่อาจมีน้ำท่วมขัง หรือเวลาฝนตกนานเป็นชั่วโมง ทำให้ต้องเดินย่ำน้ำ ชื้นแฉะ เป็นเวลานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากยังไม่รีบทำความสะอาดเท้า ผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะที่ผิว การรักษาโรคราที่เท้า ควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นใช้ครีมกันเชื้อราหรือโรยแป้งฝุ่นที่เท้า

     3.2 สังคัง คือการติดเชื้อกลากบริเวณขาหนีบ ต้นขา ข้อพับต้นขา เริ่มต้นเป็นตุ่มแดงเล็กๆ ค่อย ๆ ขยายกว้างออกจนเป็นวงกลม เห็นเป็นขอบเขตชัดเจน ผิวจะแห้งและอาจมีขุยบริเวณตรงกลางมักเป็นผิวหนังปกติ มีอาการคัน วงมีขนาดตั้งแต่เล็กถึงขนาดใหญ่

     3.3 กลากที่ศรีษะ พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนมากเห็นเป็นวงกลม ขอบเขตชัดเจน มีสะเก็ดหรือขุย บริเวณนั้นอาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆ และจะพบผมหักร่วมด้วย บางครั้งพบลักษณะที่เรียกว่าชันนะตุ ซึ่งเป็นกลากชนิดที่มีการอักเสบมากอาจพบเป็นก้อนใหญ่แล้วแตกออกมีน้ำเหลืองแห้งกรังได้

     3.4 โรคติดเชื้อราที่เล็บ ส่วนมากพบในผู้ใหญ่ เล็บของคนแก่ซึ่งยาวช้าจะมีโอกาสติดเชื้อราได้ง่าย อาจพบที่ตรงปลายเล็บหรือด้านข้าง มีสีขาวหรือเหลืองปนน้ำตาล ต่อมาใต้เล็บจะหนาขึ้นและดันเล็บให้ยกขึ้นหรืออาจจะพบที่ผิวบนของเล็บก็ได้ ลักษณะเป็นดวงสีขาว หรือมีขุยขาวๆ อยู่ที่ส่วนบนของเล็บ ส่วนกลากที่โคนเล็บพบน้อย เริ่มแรกจะมีสีขาวหรือขาวปนน้ำตาลเกิดขึ้นที่ส่วนโคนเล็บ ต่อมาจะขยายออกจนเป็นทั้งเล็บ ต้องรักษาด้วยการรับประทานยาฆ่าเชื้อรา

สาเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจากการย่ำน้ำสกปรกหรือปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำให้เชื้อโรคซึ่งพบได้ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไปเพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อให้เกิดโรค ดังนั้นการป้องกันอันดับแรก คือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำน้ำ หรือตากฝน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงที่พัก ควรรีบถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่หรือสารทำความสะอาดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดพิเศษ

แต่อย่างใดเพราะอาจแรงเกินไป เสร็จแล้วใช้ผ้าซับหรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ใช้ควรทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ไม่หนาจนเกินไป เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี หน้าฝนผ้ายีนส์ เสื้อผ้าหนังจะแห้งยากทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงควรระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้วการใส่รองเท้าแตะบ้างก็ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราที่เท้าได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือ เมื่อเกิดความผิดปกติของผิวหนังควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อทำการวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างเหมาะสม

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กำจัดตัวไรฝุ่นได้จริงหรือไม่ ต้นเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ในประเทศไทย


ภาพไรฝุ่นในเส้นใยฝ้า ไรฝุ่นนั้นเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กมาก จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพราะมี ขนาดเพียง 0.3 มิลลิเมตร เป็นสัตว์จำพวกแมลงแต่มีลักษณะคล้ายกับแมงมุม เห็บ หมัด และ มีขา 8 ขา  มีหลายพันธุ์ พบเห็นได้ที่เตียงนอน หมอน ผ้าห่ม และเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยอย่างโซฟาและพรมปูพื้น  จนเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดเราก็ว่าได้ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคภูมิแพ้เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ และโรคหอบหืด







 

ตัวไรฝุ่นนั้นส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย แต่อุจจาระและศพของพวกมันต่างหากที่ทำให้เกิดอาการแพ้แก่คน  และอาหารของตัวไรฝุ่น คือ เซลล์ผิวหนังของคนและสัตว์เลี้ยงที่หลุดลอกออกมา โดยทั่วไปผิวหนังของคน  นั้นจะหลุดลอกวันละประมาณ 1.5 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มากพอที่จะเลี้ยงตัวไรฝุ่นให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีโดยเศษผิวหนังเพียง 1 กรัมก็สามารถเลี้ยงไรฝุ่น 1,000,000 ตัวเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็มๆในประเทศไทยมากกว่า 98% ของห้องนอนสามารถตรวจพบไรฝุ่นได้ ไรฝุ่นอาศัยในบริเวณที่แสงส่องไม่ถึง ชอบความชื้น ไม่ทนต่อความแห้ง อาศัยขี้ไคล รังแค เป็นอาหาร ส่วนใหญ่ในบ้านเรือนจะอยู่ตาม ที่นอน หมอน เฟอร์นิเจอร์ พรม ผ้าม่าน ตุ๊กตาของเด็กเล่น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ถ้าอุณหภูมิเหมาะสมที่ 20 ถึง 35 องศา และความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 70 - 80% RH
การกำจัดไรฝุ่นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และเราไม่สามารถมองเห็นไรฝุ่นได้ด้วยตาเปล่า ปัจจุบันนิยมกันมากที่สุดคือใช้วิธีการควบคุมไรฝุ่นด้วยการใช้อุปกรณ์เครื่องนอนที่อ้างว่าควบคุมไรฝุ่นได้ แต่ผลการใช้ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่อ้าง อาการของผู้ป่วยไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากไรฝุ่นยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ได้ถูกกำจัดแต่อย่างใด(ไรฝุ่นจะกินราเป็นอาหารและราจะกินมูลไรฝุ่น เรียกว่าอยู่แบบ symbiosis)

ตารางที่ 1 สถิติความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย % RH ของประเทศไทยในช่วงฤดูกาลต่างๆ

ภาค
ฤดูหนาว
ฤดูร้อน
ฤดูฝน
ตลอดปี
เหนือ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
กลาง
ตะวันออก
ใต้ฝั่งตะวันออก
ใต้ฝั่งตะวันตก
73
69
71
71
81
77
62
65
69
74
77
76
81
80
79
81
78
84
74
72
73
76
79
80

จากตารางจะเห็นได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทยมีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการแพร่กระจายและเจริญเติบโตของไรฝุ่นเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันนอกจากไรฝุ่นแล้ว เป็นที่ยอมรับกันว่า เชื้อรา กลุ่ม Alternaria,Cladosporium, Aspergillus , Mucor, Rhizopus และ Merulius (1)เป็นตัวการของการเกิดสารก่อภูมิแพ้ในบ้านที่สำคัญรองจากไรฝุ่น และเป็นสาเหตุหลักในการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่า โรคแพ้อากาศ ( allergic rhinitis ) และ โรคหืด ( Asthma) จากรายงานต่างๆทั่วโลกมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นทุกๆปี โดยเฉพาะประเทศไทยที่เป็นประเทศในเขตร้อนชื้นจนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ ที่ใช้งบประมาณและค่าใช้จ่ายในการความคุมและรักษาโรคนี้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี

โดยปกติเชื้อราจะเจริญเติบโตในที่มีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60% RH ในบริเวณบ้านที่มีปริมาณเชื้อรามากได้แก่ภายในห้องที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะห้องที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่เมื่อเราปิดเครื่องปรับอากาศ ไอน้ำในอากาศจะเกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำเกาะตามผนังรวมทั้งบริเวณฝ้าและเพดาน ทำให้ที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา

ปัจจุบันมีการใช้เครื่องกรองอากาศ ด้วยระบบ High efficiency particulate air filters (HEPA filters) แต่พบว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอในการช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้และลดอาการทางจมูกในโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ดังนั้นการใช้เครื่องกำจัดไรฝุ่นและจุลชีพทางอากาศ(เครื่องปรับสภาพบรรยากาศ) ด้วยการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำคงที่และต่อเนื่องภายในบ้านจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะกำจัดเชื้อราได้ เพราะจากการศึกษาของ R.M. Sterling พบว่าการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ที่ร้อยละ 50 จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดี รวมทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของไรฝุ่น เชื้อไวรัสและแบคทีเรียด้วย

นอกจากนี้ พบว่าคุณภาพอากาศภายในอาคาร(Indoor air quality) ก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อซึ่งเรามักมองข้ามไป และมีรายงานว่า เชื้อแบคทีเรียทางอากาศที่เป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อหลังการผ่าตัด และเป็นปัญหาสำคัญในหอพักผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit) จากสถิติของการตรวจสอบคุณสภาพอากาศโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency -EPA) ได้ระบุว่า "ปริมาณเชื้อโรคภายในอาคารและบ้านเรือนนั้นมีมากกว่าบริเวณเปิดภายนอกอาคารหลายเท่าตัว" โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่เป็นอาคารที่รวมผู้ป่วยหลายๆโรคไว้และยังเป็นสถานที่ที่มีคนเข้าออกจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นแหล่งกักเก็บเชื้อก่อโรคที่พร้อมจะติดต่อจากผู้หนึ่งไปยังอีกผู้หนึ่งได้เป็นอย่างดี

เชื้อโรคที่สามารถแพร่กระจายทางอากาศมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้แต่ไวรัส โดยเชื้อโรคที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ในการเกิดโรคของทางโสต ศอ นาสิก อาทิเช่น Streptococcus pneumonia, Haemophilus influenzae, Moraxella catarrhalis, Pseudomonas aeruginosa, Staphylococcus aureus, Mycoplasma pneumoniae, Aspergillus spp., Parainfluenza, Varicella-zoster, Adenoviruses ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามารถแขวนลอยอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน โดยปกติแล้วเชื้อโรคจะสามารถลอยอยู่ในอากาศได้ 3-4 วัน หรืออาจนานเป็นเดือน เมื่อในห้องมีสภาพอากาศที่เหมาะสม การสัมผัสกับเชื้อโรคในช่วงร่างกายอ่อนแอและมีปริมาณมากพอ จะทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนได้

ดูตัวเป็นๆของตัวไรฝุ่นที่นี่ ตัวไรฝุ่นซุกในผ้า พรม โดยเฉพาะในฟูกที่นอน มีการวิจัยพบว่าใต้ฟูกคนไทยจะมีมากกว่า 2 ล้านตัว ที่คนไทยต้องนอนอยู่ร่วมกัน



วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เครื่องฟอกอากาศโอโซน มีผลเสียกระทบต่อสุขภาพ และใช้ได้มีประสิทธิภาพจริงหรือ


การที่นำโอโซนซึ่งเป็นแก๊สพิษทำลายสุขภาพของมนุษย์ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีความเข้มข้นสูงขนาดที่สามารถทำลายเชื้อโรคในอากาศ  จากการศึกษาข้อมูลจะพบว่า ไม่มีองค์กรใดที่รับรองเครื่องฟอกอากาศโอโซนที่ใช้ในอาคาร ที่พักอาศัยเลย โอโซนเมื่อหายใจเข้าไปในปอดเพียงเล็กน้อย จะให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจไม่ออก เจ็บคอ อีกทั้งทำให้เกิดปัญหาโรคทางเดินหายใจอย่างเรื้อรัง เช่น โรคหอบ  นอกจากนี้โอโซนสามารถทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่อสู้กับโรคติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจได้ลดลง







 
การฟื้นตัวจากการได้รับโอโซนปริมาณน้อย พอมีความเป็นไปได้ ขณะที่ปริมาณโอโ.ซนจำนวนมากและนานๆ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ยาก  ผู้ผลิตเครื่องโอโซนมักจะโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น “ออกซิเจนที่มีพลัง” คืออากาศที่บริสุทธิ์  ทำให้เข้าใจว่าเป็นผลดีต่อประชาชน จริงๆแล้วโอโซนคือแก๊สพิษ ที่แตกต่างจากออกซิเจนปกติ  หลายหน่วยงานของรัฐบาลจึงกำหนดค่าความปลอดภัยมาตรฐานที่ไม่ให้ประชาชนรับโอโซนมากเกินไป  ค่าความปลอดภัยที่องค์การอาหารและยา ประเทศอเมริกา กำหนดไว้คือ เครื่องผลิตโอโซนต้องไม่ผลิตโอโซนเกิน 0.05 ppm (ส่วนในล้านส่วน) 
 

ริมาณโอโซนกับการกําจัดเชื้อโรคต่างๆ
1. ไวรัส ปริมาณโอโซน 0.5 - 1.5 ส่วนในล้านส่วน (ppm) สามารถกําจัดเชื้อไวรัสได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้อต้องไม่น้อยกว่า 4 นาที*

2. แบคทีเรีย ปริมาณโอโซนที่ใช้ในการกําจัดเชื้อแบคทีเรียขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของแบคทีเรีย โดยทั่วไปโอโซนเข้มข้น 10 ส่วนในล้านส่วน สามารถกําจัดเชื้อแบคทีเรียได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้ออย่างน้อย 10 นาที

3. เชื้อรา ปริมาณโอโซนที่ใช้กับเชื้อราจะต้องใช้ปริมาณโอโซนมากกว่าการใช้กับเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อรามีการ สร้างสปอร์ฉะนั้นในการกําจัดเชื้อรา 99 % ต้องใช้ปริมาณ โอโซนประมาณ 20 ส่วน ในล้านส่วนที่ระยะเวลาการฆ่าเชื้อ อย่างน้อย 30 นาที*ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ

* ปริมาณโอโซนที่ใช้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาสัมผัส (CONTACT TIME)



มีการทดสอบและวิจัยความเข้มข้นของโอโซนที่สามารถกำจัดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือจุลินทรีย์อื่นๆ  พบได้ว่า ความเข้มข้นของโอโซนที่อาจทำตามกล่าวอ้าง ต้องสูงกว่า 5-10 เท่าของค่าความปลอดภัยมาตรฐาน  และไม่มีผลต่อเชื้อที่อยู่ในวัสดุเป็นรูพรุน  การนำโอโซนมาฆ่าเชื้อในอากาศจะต้องควบคุมไม่ให้มีคนหรือสัตว์อยู่ในบริเวณนั้นอย่างเด็ดขาด  นอกจากนี้โอโซนยังสามารถทำอันตรายต่อต้นไม้ ยาง ยางหุ้มสายไฟ ผ้า ภาพวาดต่างๆที่มีสีสัน






 

แหล่งที่มา   “Ozone Generators that are Sold as Air Cleaners : An Assessment of Effectiveness and Health Consequences”  U.S. Environmental Protection Agency

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

รู้จัก "เมิร์ส" โรคจากเชื้อไวรัสที่มีภัยร้ายแรงกว่า "ซาร์ส" 3 เท่าตัว !


"เมิร์ส" (MERS) คือชื่อเรียกสั้นๆ จากคำเรียกชื่อโรคเต็มๆ ว่า "โรคระบบทางเดินหายใจจากตะวันออกกลาง" (Middle East Respiratory Syndrome-MERS) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ตระกูล โคโรนา ไวรัส เช่นเดียวกันกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค "ซาร์ส" (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง) บางครั้งจึงเรียกกันว่า "โคโรนา ไวรัส เมิร์ส" บางครั้งก็เรียกกันง่ายๆ ว่า "โรคคล้ายซาร์ส"
 



องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า เชื้อนี้ทำให้คนตาย 38 รายจาก 64 รายที่ตรวจยืนยันเชื้อได้ = โอกาสตาย 38/64 = 50% = 2 รายตาย 1 ราย








. ไข้หวัดใหญ่ซาส์ (SARS) กับมาร์ส (MARS) มีอะไรที่คล้ายกันหลายอย่าง โดยเฉพาะการติดเชื้อในโรงพยาบาล

. ความต่างกัน คือ โอกาสตายไวรัสทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือไวรัสใหม่ "เมิร์ส / MERS" สูงกว่ามาก คือ

SARS / ซาส์ = 8%


MERS / เมิร์ส = 48% 

 
เมิร์ส เป็นโรคอุบัติใหม่ พบครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2012 ที่อัล อาห์ซา เมืองโอเอซิส กลางทะเลทรายทางตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย ต่อมาในเดือนเมษายนปีเดียวกัน มีชายวัย 60 ปี รายหนึ่งเสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในเมืองเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย ด้วยอาการของนิวมอเนียและไตวาย

ดร.อาลี โมฮัมเหม็ด ซากี นักไวรัสวิทยาชาวอียิปต์ นำตัวอย่างจากปอดของชายผู้นี้ไปเพาะเชื้อพิสูจน์ และพบไวรัสใหม่ที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักกันมาก่อนในนั้น โลกได้รู้จัก "เมิร์ส" มานับตั้งแต่บัดนั้น เมิร์ส และ ซาร์ส เป็นไวรัสในกลุ่มโคโรนาเช่นเดียวกัน ดังนั้น ก่อให้เกิดอาการหลายๆ อย่างคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ คือมีไข้สูงเหมือนไข้หวัดใหญ่ ไอ หายหอบถี่ เมื่อไวรัสเมิร์สแพร่เข้าสู่ปอด สิ่งที่มันทำก็คือ ทำให้การทำหน้าที่ทั้งหมดของปอดหยุดชะงัก ผู้ป่วยจะทรุดหนักและแสดงอาการนิวมอเนียตามมา อาการรุนแรงชนิดจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อช่วยยังชีพภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 12 วัน สิ่งที่แตกต่างออกไปจากไวรัสซาร์ส และเป็นเหตุผลที่ทำให้ เมิร์ส มีอานุภาพในการทำลายชีวิตสูงกว่าก็คือ ไวรัสเมิร์ส สามารถแพร่และส่งผลทำลายการทำงานของอวัยวะภายในอื่นๆ นอกเหนือจากอวัยวะในระบบทางเดินหายใจด้วย ผู้ป่วยอาจแสดงอาการเกี่ยวเนื่องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ อาทิ ท้องร่วงรุนแรง อาเจียน ที่หนักยิ่งกว่านั้นก็คือ มันเข้าไปทำลายการทำงานของไต ส่งผลให้เกิดสภาวะโลหิตเป็นพิษ หรือไตวาย ถึงเสียชีวิตได้อย่างเฉียบพลัน แล้วก็ทำให้มันสามารถแพร่ระบาดได้จากของเสียที่ร่างกายของคนเราขับออกมา อาทิ อุจจาระ ปัสสาวะ ได้ด้วยเช่นเดียวกันกับการแพร่ระบาดทางอากาศ

จนถึงขณะนี้มีผู้ล้มป่วยด้วย โคโรนา ไวรัส เมิร์ส แล้วทั่วโลกมากกว่า 500 ราย 345 ราย ในจำนวนนั้นเป็นผู้ป่วยใน ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด และแพร่ระบาดหนักที่สุดในเวลานี้ ในจำนวนกว่า 100 ราย ที่พบนอกซาอุดีอาระเบีย แทบทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังที่นั่นได้ทั้งหมด คือ หากไม่เคยทำงานอยู่ที่นั่นก็ต้องเคยเดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียมา เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตระหว่างเมิร์สกับซาร์ส พบว่าผู้ป่วยเมิร์สราว 27-31 เปอร์เซ็นต์ ถึงแก่ชีวิต ในขณะที่ซาร์ส ทำให้เสียชีวิตเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ว่า "เมิร์ส" ร้ายแรงกว่า ซาร์ส ที่เคยเขย่าโลกมาเมื่อปี 2002-2003 ราว 3 เท่าตัวนั่นเอง!


จนถึงขณะนี้ มีประเทศซึ่งพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า เป็นผู้ป่วยด้วยโรคเมิร์สรวม 17 ประเทศ สามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นประเทศที่อยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด คือในคาบสมุทรอาหรับ ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรดส์ (ยูเออี) กาตาร์ โอมาน จอร์แดน คูเวต และเยเมน อีกกลุ่มเป็นประเทศที่พบผู้ป่วยมีส่วนเชื่อมโยงกับการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มแรก ประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ตูนิเซีย อิตาลี มาเลเซีย ตุรกี กรีซ ฟิลิปปินส์ อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา

ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเมิร์สในเวลานี้ก็คือ เมิร์ส ถูกพบครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ไม่ได้สร้างความกังวลในแง่ของโอกาสที่มันจะกลายเป็นโรคระบาดในระดับโลกมาตลอดทั้งปี 2013 ตราบจนกระทั่งจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดจนผิดสังเกตนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ในซาอุดีอาระเบีย ตัวอย่างของการเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดดังกล่าวนี้ เห็นได้ชัดในช่วงระหว่างวันที่ 15-21 เมษายนที่ผ่านมา ที่มีผู้ป่วยเมิร์สเพิ่มมากขึ้นถึง 49 ราย ยิ่งไปกว่านั้น สถิติแสดงให้เห็นว่า ระหว่างวันที่ 20 มีนาคม จนกระทั่งถึงวันที่ 26 เมษายน 29 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยเมิร์ส ล้วนแต่เป็นบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องอยู่ในสถานพยาบาล ดร.อลา อัลวาน ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคอีสเทิร์น เมดิเตอเรเนียน บอกในเวลาไล่เลี่ยกันนั่นเองว่า ราวๆ 75 เปอร์เซ็นต์ ของรายงานการพบผู้ป่วยเมิร์สในระยะหลัง จัดได้ว่าเป็น "เซคคันดารี เคส" คือผู้ที่ติดเชื้อจากผู้ป่วยเมิร์สรายอื่นๆ


"ส่วนใหญ่ของเคสผู้ติดเชื้อชั้นที่สองนี้ ได้รับเชื้อจากภายในสถานรักษาพยาบาล ที่เป็นหลักคือผู้ที่เคยทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วย แต่ก็มีไม่น้อยที่ไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคอื่น แต่กลับได้รับเชื้อเมิร์สจากที่นั่น" ดร.อัลวานระบุ
เครดิตระบบสาธารณสุขของของซาอุดีอาระเบียสะเทือนอย่างหนัก ลงเอยด้วยคำสั่งปลด อับดุลลาห์ อัล ราบีอาห์ พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข เมื่อ 21 เมษายนที่ผ่านมา มอบหมายให้ อัลเดล ฟาคคีห์ รัฐมนตรีแรงงาน มารับตำแหน่งควบอีกตำแหน่ง แต่นั่นยังไม่ใช่คำตอบของคำถามสำคัญที่ว่า ไวรัสเมิร์ส กลายพันธุ์แล้วใช่หรือไม่ ถึงได้ติดต่อง่ายขึ้นและแพร่ระบาดรวดเร็วขึ้นเช่นนั้น? ในวันที่ 26 เมษายน ทีมผู้เชี่ยวชาญของห้องปฏิบัติการในเยอรมนี นำเอาเชื้อไวรัสที่ได้จากผู้ป่วย 3 รายในกลุ่มของผู้ป่วยใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปตรวจวิเคราะห์เชิงพันธุกรรมจนแล้วเสร็จ สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า องค์ประกอบทางพันธุกรรมของเชื้อเหล่านั้น ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากไวรัสเมิร์สที่เคยระบาดก่อนหน้านี้
 
 
ถ้าอย่างนั้นแล้ว เพราะเหตุใด เมิร์ส ถึงได้มาระบาดหนักเอาตอนนี้? คำถามนี้หาคำตอบได้ไม่ง่ายนัก ด้วยข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ว่า ซาอุดีอาระเบีย ขาดแคลนทั้งบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเหล่านี้ และขาดแคลนทั้งประสบการณ์ในการรับมือกับ "การแพร่ระบาด" พร้อมกันไปด้วย มีความพยายามให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศอยู่เช่นเดียวกัน แต่นักวิทยาศาสตร์ นักไวรัสวิทยาที่พยายามช่วยเหลือต่างพากันผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะซาอุฯไม่มี "ข้อมูล" ที่จำเป็นในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวให้ ตัวอย่างเช่น ไม่มีการเก็บข้อมูลเรื่องอาชีพของผู้ป่วย ไม่มีบันทึกรายละเอียดของการเดินทางของผู้ติดเชื้อก่อนหน้าการติดเชื้อ ไม่มีรายละเอียดของการสัมผัส "พาหะ" ต้องสงสัย ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่า ซาอุดีอาระเบียทำสิ่งที่เรียกกันว่า การสอบสวนโรคน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ ผลก็คือข่าวลือในทางเสียๆ หายๆ สะพัดไปทั่วประเทศ อาทิ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่มีขีดความสามารถเพียงพอ หรือทางการพยายามปกปิด เรื่อยไปจนถึงการละเลยบันทึกการรักษา หายหกตกหล่น ฯลฯ

ก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2002-2003 หลายฝ่ายเคยกล่าวหาจีนว่าปกปิดข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับซาร์ส จนแทบทำให้สายเกินการ คราวนี้ทุกฝ่าย แม้องค์การอนามัยโลกเองก็เผชิญกับอุปสรรคอีกอย่าง นั่นคือความไม่รู้ ไม่มีข้อมูล ปัญหาก็คือในกรณีอย่างนี้ ทั้งการปกปิดและความไม่รู้ มักลงเอยด้วยผลลัพธ์อย่างเดียวกัน!

ในกรณีของโรคซาร์ส ต้นตอของการแพร่ระบาด หรือ "พาหะปฐมภูมิ" ของโรคคือ ค้างคาวผลไม้ชนิดหนึ่งในจีน ที่สามารถรับเชื้อไว้ในร่างกายของมันได้โดยไม่แสดงอาการ จากนั้นมันแพร่ระบาดต่อให้กับ "ชะมด" ผ่านตลาดค้าสัตว์ป่าเป็นแห่งหนึ่งที่กว่างโจว จากชะมดไวรัสซาร์สระบาดสู่คนผ่านทางภัตตาคาร "อาหารพิสดาร" แห่งหนึ่ง ซึ่งเสิร์ฟเนื้อชะมดเป็นอาหารขึ้นชื่อ

นักวิทยาศาสตร์มีหลักฐานมากเพียงพอที่จะสรุปว่า "พาหะปฐมภูมิ" หรือ "ไพรมารี โฮสต์" ของเมิร์ส ก็เป็นค้างคาวเช่นเดียวกัน แต่เป็นค้างคาวผลไม้อีกพันธุ์ที่เรียกกันว่า "ค้างคาวสุสานอียิปต์" (Egypt tombbat) ต้นเดือนเมษายนปีนี้ ทีมวิจัยผสมหลากหลายชาติทีมหนึ่งตีพิมพ์ผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ออกเผยแพร่ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า แหล่งกำเนิดโรคเมิร์ส คือ อัล อาห์ซา โอเอซิส ทางตะวันออกของประเทศที่เป็นแหล่งปลูกอินทผลัมสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในตะวันออกกลาง อินทผลัม (Date Palm)คือสถานที่สร้างรังของค้างคาวสุสานอียิปต์ครับ จากรังบนยอดสุดของต้นอินทผลัม ไวรัส เมิร์ส ในตัวค้างคาว ระบาดสู่คนได้ในสองทาง ทางแรกที่ก่อให้เกิดการระบาด กระจัดกระจายและมีจำนวนน้อย แต่ก็มีกรณียืนยันได้หลายกรณี ก็คือ เชื้อไวรัสจากค้างคาวผ่านเข้าสู่ "อูฐ" ด้วยวิธีการประการหนึ่งประการใดที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัด จากนั้นจึงผ่านสู่คนโดยวิธีการสัมผัสตัวอูฐติดเชื้อ หรือเข้าไปใกล้ชิดในโรงเลี้ยง หรือดื่มน้ำนมอูฐที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปโดยตรง ผู้แสวงบุญชาวมาเลเซียที่เสียชีวิตลงเพราะเมิร์สรายหนึ่ง เดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มอูฐแห่งหนึ่ง ขณะจาริกแสวงบุญยังซาอุดีอาระเบีย ทั้งยังดื่มนมอูฐเข้าไปด้วยก่อนล้มป่วยด้วยโรคนี้ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พ่อค้าปศุสัตว์จากอาบูดาบี (ยูเออี) รายหนึ่งป่วยด้วยเมิร์ส หลังเยี่ยมชมฟาร์มอูฐเช่นกัน ผู้ป่วยชาวซาอุฯ ผู้หนึ่งถูกเก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจสอบพบว่า พันธุกรรมของเชื้อไวรัสเมิร์สในตัวเขาตรงกันเป๊ะกับพันธุกรรมของไวรัสเมิร์สในอูฐเลี้ยงของเจ้าตัว ที่สำคัญก็คือ มีการเก็บตัวอย่างนมอูฐไปตรวจสอบ พบว่ามีตัวอย่างเป็นจำนวนมากปนเปื้อนเชื้อไวรัสเมิร์ส!


ทางที่สองที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสเมิร์สในตัวค้างคาวสุสานมาสู่คน เป็นการแพร่ระบาดโดยตรงจากค้างคาวสู่คน ผ่านทางมูลและฉี่ หรือของเสียหรือเมือกอื่นๆ ที่ขับออกมาจากตัวมันสู่คน ซึ่งในที่นี้คือคนงานที่รับผิดชอบในการทำสวนผลไม้ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของซาอุดีอาระเบียนี้ คนงานซึ่งส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานนำเข้าจากต่างประเทศ อินทผลัม เป็นไม้สวนที่จำเป็นต้องดูแลอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด เมื่อถึงฤดูกาลออกดอกคนงานสวนจะต้องไต่เดียะขึ้นไปตามต้นของมันทุกต้น เพื่อทำหน้าที่ผสมเกสรตัวผู้เข้ากับเกสรตัวเมีย ให้ได้ครบถ้วนเพื่อให้ติดผลมากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ น่าสนใจอย่างยิ่งที่ฤดูกาลผสมเกสรของคนงานสวนอินทผลัมที่อัล อาห์ซา เริ่มต้นตั้งแต่ปลายมีนาคมเรื่อยมาจนถึงเมษายนนี้นี่เอง ในขณะที่เมษาและพฤษภา คือฤดูกาลผสมพันธุ์ของค้างคาวชนิดนี้ ลูกตัวน้อยๆ ของมันจะลืมตาดูโลกในราวเดือนมิถุนายน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่สันนิษฐานกันว่า เป็นเหตุให้จำนวนผู้ป่วยเมิร์สในซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดในเดือนที่ผ่านมา ข้อกังขาก็คือว่า แล้วอย่างนั้น ทำไมเมษาปีที่แล้วถึงไม่เกิดกรณีเดียวกันนี้ขึ้น?

คำตอบก็คือ เมื่อปีที่แล้ว ทางการซาอุดีอาระเบียเพิ่งผ่านกฎหมายแรงงานใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิมออกมาบังคับใช้ ที่ส่งผลให้แรงงานต่างชาติเป็นเรือนหมื่นต้องถูกเด้งออกนอกประเทศ แรงงานภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบมากที่สุด อินทผลัมปีที่ผ่านมาน้อยกว่าปกติและแพงกว่าปกติมาก จนต้องผ่อนเป็นครั้งๆ ครั้งละ 30 วันกันในตอนนี้ ในเดือนมิถุนายน คนงานสวนจะได้สัมผัสกับอินทผลัมตั้งแต่โคนจนถึงยอดสุดอีกครั้ง ตอนนั้น ดอกที่ติดเป็นผลจะโตเต็มที่คนงานจะต้องขึ้นไปจัดการไล่ทั้งค้างคาวและศัตรูพืชอื่นๆ พร้อมกับครอบพวงอินทผลัมด้วยตาข่ายป้องกัน ก่อนที่จะต้องปีนขึ้นไปเพื่อเก็บเกี่ยวผลกันอีกครั้งในหน้าร้อน ถ้าข้อสันนิษฐานนี้ไม่ผิด และยังไม่มีมาตรการคุ้มกันใดๆ เมิร์สจะระบาดอีกครั้งในสองช่วงเวลานั้น!

เมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุขนั้น แบบแผนการรับมือกับเมิร์สก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผู้ป่วยเมิร์สทั่วประเทศได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายสู่โรงพยาบาลคิง ซาอุด ทางตอนเหนือของนครเจดดาห์ เพื่อดูแลผู้ป่วยภายใต้สภาวะควบคุมการติดเชื้อเข้มงวดทั้งหมด ก่อนหน้านั้น สถานการณ์ในโรงพยาบาลหลายๆ แห่งเป็นเหมือนฝันร้ายของทุกคน ไม่เว้นกระทั่งหมอและพยาบาล เมื่อ 1 เมษายน ที่โรงพยาบาล คิง ฟาฮัด ในเจดดาห์เช่นเดียวกัน แพทย์ 1 พยาบาลอีก 6 คน ล้มป่วยด้วยเมิร์ส สร้างความโกลาหลไปทั่วโรงพยาบาล สาหัสถึงขั้นแพทย์และพยาบาลบางคนยื่นใบลาออก ! ทั้งหมดสะท้อนการขาดความชำนาญการ ขาดองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างเด่นชัด ทางการยังยืนยันใน "มาตรฐานสากล" ของโรงพยาบาลในวันที่ 15 เมษายน แต่อีก 6 วันให้หลังจำนวนผู้ป่วยเฉพาะในเจดดาห์เพิ่มขึ้นอีก 49 ราย แทบทั้งหมดติดเชื้อจากคนสู่คนทั้งสิ้น

ตัวอย่างความไร้เดียงสาของผู้เชี่ยวชาญซาอุดีอาระเบียก็คือ การยืนกรานว่า เพียงแค่สวมหน้ากากปิดปากปิดจมูก ก็ป้องกันเมิร์สได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ข้อเท็จจริงก็คือ เมิร์ส แพร่ได้แม้การสัมผัสมือ สัมผัสพื้นผิวที่เปื้อนเชื้อ ผ่านสเตรทโตสโคป กระทั่งถุงมือยาง เจ้าหน้าที่สถานพยาบาลที่ผ่าน "สงครามซาร์ส" มาล้วนซาบซึ้งเรื่องนี้เป็นอย่างดี ที่เวียดนาม ซาร์ส ไม่หยุดระบาดจนกระทั่ง ผู้ป่วยทั้งหมดถูกย้ายออกจากโรงพยาบาลหรู "เฟรนซ์ ฮอสพิทัล" ติดแอร์ทั้งหลัง ไปอยู่โรงพยาบาล บัคมาย เก่าๆ สมัยสงคราม หน้าต่างเปิดโล่ง มีเพียงพัดลมเพดานระบายอากาศเท่านั้น แต่ไม่มีสภาพอากาศปิดให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้ออีกต่อไป!

คําถามสุดท้ายที่ต้องถามกันก็คือ "เมิร์ส" มีโอกาสระบาดไปทั่วโลกเหมือน "ซาร์ส" หรือไม่? คำตอบเมื่อเทียบเคียงซาอุดีอาระเบียเข้ากับจีนแล้วก็คือ มี มีไม่น้อยเลยทีเดียว โอกาสอาจน้อยลงกว่านี้ถ้าซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศยากจนสักประเทศในแอฟริกา หรือละติน แต่นี่คือประเทศมั่งคั่ง มีการติดต่อไปมาหาสู่ มีคนงานต่างชาติเข้าไปทำงานอยู่มากมายจากหลากหลายประเทศ ทั้งยังมีเมกกะ... ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรถึงจะจำกัดไม่ให้การระบาดเกิดขึ้นใน 31 ประเทศ มีผู้ป่วยกว่า 8,000 รายเหมือนในกรณีของซาร์ส อย่าลืมว่า "เมิร์ส" ร้ายแรงกว่า ซาร์ส อย่างน้อย 3 เท่าตัวนะครับ!

http://www.pharmacafe.com/board/viewtopic.php?f=2&t=52116&sid=693f75093c38ae5b16beb8b743691774
http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... catid=0200