วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2561

อากาศเชียงใหม่วิกฤตหนัก...พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินความปลอดภัยต่อคน

อากาศเชียงใหม่วิกฤตหนัก...




เตือนประชาชนชาวเชียงใหม่ พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 วัดที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 177 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีดัชนีคุณภาพอากาศไม่ดี



หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคารที่ใช้แรงหนักและเป็นเวลานานๆ หากมีความจำเป็นควรใส่หน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นควันขนาดเล็กมากได้ เช่น หน้ากากชนิด N95 หรือ FFP2 ส่วนหน้ากากอนามัยธรรมดา ไม่สามารถป้องกันฝุ่นละเอียดเข้าสู่ร่างกายได้ ตลอดจนควรปิดประตูหน้าต่างบ้านหรืออาคารให้สนิท ไม่ให้อากาศที่มีควันพิษภายนอกเข้าภายในบ้าน หรือใช้เครื่องฟอกอากาศชนิดมีแผ่นกรอง HEPA ที่มีขนาดเหมาะสมกับขนาดห้อง



ช่วงค่ำวานนี้ (15 เม.ย.) ค่าคุณภาพอากาศเกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากมีกลุ่มควันไฟขนาดใหญ่ลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้านและจังหวัดข้างเคียง พัดเข้ามาปกคลุมจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ และในหลายอำเภอ

พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 10 (วัดโดยกรมควมคุมมลพิษ) เฉลี่ยในรอบ 24 ชั่วโมง ณ สถานีวัดตำบลช้างเผือก 110 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงสุดอยู่ที่สถานีวัดตำหนักภูพิงค์ 114 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ขณะที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 (จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) วัดที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 177 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีดัชนีคุณภาพอากาศไม่ดี ซึ่งสูงสุดวัดได้ที่สถานีโรงพยาบาลสะเมิง 277 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดัชนีคุณภาพอากาศไม่ดีอย่างยิ่ง



สำหรับ ผู้ที่ต้องการตรวจสอบคุณภาพอากาศของทุกอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cmaqhi.org โดยจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำเว็ปไซด์ที่จะแจ้งเตือนประชาชนหากมีคุณภาพอากาศที่จะมีแนวโน้มเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งค่า PM 10 และ PM 2.5 โดยได้เร่งติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศไว้ที่โรงพยาบาลให้ครบทั้ง 25 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสามารถให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปตรวจเช็คสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

@healthfunfood.indochina
#healthfunfoodindochina
#ฝุ่นพิษจิ๋ว #สารก่อมะเร็ง

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2561

pm2.5 เข้าอยู่ในบ้าน ... ฝุ่นพิษจิ๋วรออยู่ในบ้านและอาคารแล้ว พร้อมให้สูดเข้าสะสมในปอด

ใครให้หลบ pm2.5 เข้าอยู่ในบ้าน ... ฝุ่นพิษจิ๋วรออยู่ในบ้านและอาคารแล้ว พร้อมให้สูดเข้าสะสมในปอด
☠☢




ศ. นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ ได้เล่าขานงานวิจัย เรื่อง “ต้องเริ่มในสิ่งใกล้ตัวเพื่อแก้ปัญหาเร่งด้วนเพื่อให้ภายในอาคารที่ทำงานมีคุณภาพอากาศที่ดีกว่าภายนอกอาคาร"
🏠🏣🏘
เปรียบเทียบสภาพอากาศภายนอกและภายในอาคารแบบ real-time เพื่อเป็นกรณีศึกษาในการปรับปรุงคุณภาพอากาศในที่ทำงาน โดยการทดลองพบว่าหากในอาคารเปิดประตูหน้าต่างตามปกติจะมีปริมาณฝุ่นควัน PM2.5 เท่ากับภายนอกอาคาร



ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการตรวจวัดปริมาณฝุ่นควันที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ Particle Matter 2.5 (PM2.5) ซึ่งมักจะมีความไวในการบ่งชี้คุณภาพอากาศมากกว่าการตรวจวัดปริมาณฝุ่นควันขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เมื่อติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและเริ่มพบว่าดัชนีคุณภาพอากาศหรือ Air Quality Index (AQI) มีค่าสูงขึ้นจนถึงระดับที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งตามมาตรฐานสากลมักจะเริ่มให้เฝ้าระวังอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเมื่อระดับ AQI สูงกว่า 100 โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด โรคหัวใจ เด็กและผู้สูงอายุ



ทางสถาบันฯ จึงได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในสถาบันฯ ดังนี้

ออกมาตรการระยะสั้นให้บุคลากรปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้สนิทตลอดเวลา เพื่อไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามาภายในตัวอาคารสถาบันฯสำรวจช่องระบายอากาศและขอบประตูหน้าต่างว่ามีช่องให้อากาศภายนอกรั่วไหลเข้ามาได้หรือไม่ ถ้าสามารถปิดหรือซีลได้ให้ดำเนินการทันทีบริหารจัดการเรื่องการเปิดปิดประตูเข้าออกให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ประตูใดที่มีการใช้งานน้อยให้ปิดไว้ชั่วคราวจนกว่าคุณภาพอากาศในตัวอาคารจะดีขึ้นติดตั้งเครื่องฟอกอากาศชนิดที่มีแผ่นกรอง HEPA ตามจุดต่าง ๆ ในบริเวณส่วนกลางของอาคารให้ครบทุกชั้น



ผลการดำเนินการดังกล่าวทำให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กลดลงจนแทบไม่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กในอาคาร ดังนั้นหากนำวิธีการนี้ไปปรับใช้ที่บ้านโดยอาจจะเลือกทำห้องใดห้องหนึ่งหรือหลายห้องที่สมาชิกในบ้านใช้เวลาอยู่ในห้องนั้นเป็นเวลานานให้เป็น Clean Area เช่น ห้องรับแขก ห้องนอน โดยปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ติดเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดห้อง ด้วยวิธีนี้จะทำให้สมาชิกในบ้านปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศได้

ดูเพิ่มเติมงานวิจัยได้ที่

http://www.rihes.cmu.ac.th/news/9529

สิ่งที่น่ากังวลนอกเหนือจากอันตรายของฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ คือ ไม่เห็นบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะรัฐบาลท้องถิ่นเข้ามาแก้ปัญหานี้เลย ขณะที่กรมควบคุมมลพิษและกรมควบคุมโรคก็ทำได้เพียงการแจ้งผลสภาพอากาศ ออกประกาศเตือน และ ‘เฝ้าระวัง’ รอให้ฝุ่นปลิวพ้ดไปเอง



หากใครได้ดูซีรีส์เรื่อง The Crown ทาง Netflix คงจำได้ถึงตอนหนึ่งที่เล่าถึงเหตุการณ์จริงในปี 1952 ที่เกิดมลพิษฝุ่นขนาดเล็ก กลายเป็นหมอกปกคลุมลอนดอน (The Great London Smog) มีคนเจ็บป่วยและล้มตายจากเหตุการณ์นั้นหลายพันคน จนนำไปสู่การออกกฎหมายจัดการมลพิษอากาศฉบับแรกของสหราชอาณาจักรในปี 1956

นับจากนั้น หลายประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาคล้ายกัน โดยเฉพาะหลายเมืองใหญ่ในจีนและอินเดีย เนื่องจากมีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ทั้งในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งปริมาณการใช้รถส่วนตัวที่หนาแน่น  ขณะที่ประเทศไทย หลังเกิดวิกฤตฝุ่นขนาดเล็กลอยฟุ้งในภาคเหนือ ก็ถึงคราวกรุงเทพฯ ที่เจอกับปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Particulate Matter – PM2.5) โดยทั่วไปเกิดจากการเผาไหม้ทั้งโดยธรรมชาติ เช่น ไฟป่า และจากกิจกรรมมนุษย์ เช่น จากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง   ความอันตรายของ PM2.5 มาจากขนาดที่เล็กจิ๋วของมัน ที่เมื่อหายใจเข้าไปแล้วจะผ่านทะลุจากปอดเข้าไปยังกระแสเลือด และไหลไปทำลายระบบต่างๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ระบบประสาท สมอง หัวใจ ระบบหายใจ การทำงานของไต และระบบสืบพันธุ์ จนนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร



สิ่งที่น่ากังวลนอกเหนือจากอันตรายของฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ คือ การจัดการปัญหาของหน่วยงานรัฐ และข้อจำกัดทางกฎหมายไทย เราไม่เห็นบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะรัฐบาลท้องถิ่นเข้ามาแก้ปัญหานี้เลย ขณะที่กรมควบคุมมลพิษและกรมควบคุมโรคก็ทำได้เพียงการแจ้งผลสภาพอากาศ ออกประกาศเตือน และ ‘เฝ้าระวัง’ เพื่อรอให้ฝุ่นปลิวพัดไปเอง คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ฝุ่นอันตรายเหล่านี้มาจากแหล่งกำเนิดใด ทำไมถึงมีปริมาณมากจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แล้วมีมาตรการทางกฎหมายใดในการจัดการและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในสิ่งแวดล้อม และมีสถานีตรวจวัดกระจายอยู่ 26 จุดใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ แต่แม้กรมควบคุมมลพิษจะพบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของ PM2.5 มาตลอด

สิ่งที่ขาดหายไปในการวางนโยบายและการพิจารณาอนุมัติอนุญาตโครงการต่างๆ คือ การคำนวนว่า สิ่งแวดล้อมมีศักยภาพแค่ไหนในการซึมซับรับเอามลพิษที่ปล่อยออกมาจากแหล่งต่างๆ อย่างไม่จำกัดเหล่านั้น ทั้งที่สามารถคำนวนและนำมาสู่การวางแผนควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษได้ เช่น หากรัฐยังไม่สามารถจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและสร้างทางเลือกอื่นในการเดินทางได้ในทันที ก็ต้องจำกัดปริมาณโรงงานและโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากถ่านหิน หรือออกกฎหมายควบคุมการปลดปล่อยฝุ่นขนาดเล็กอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนในการจัดการมลพิษก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ แทนที่จะผลักภาระและค่าใช้จ่ายต่อสุขภาพ หรือค่าเสียโอกาสไปยังผู้คนที่ต้องอยู่ในที่อากาศเปิด อย่างเด็กนักเรียนที่ไม่ได้เรียนหนังสือในห้องแอร์ แม่ค้าพ่อค้าที่ต้องขายของกลางแจ้ง ผู้ที่ต้องเดินทางโดยรถประจำทาง หรือคนที่ต้องการออกกำลังกายในสวนสาธารณะ

ควรกำหนดมาตรการและบทบาทของหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นว่า ใครมีอำนาจหน้าที่อะไร ยกตัวอย่างเช่น หากฝุ่นละอองเหล่านี้เกิดจากไอเสียรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ กรมขนส่งทางบกและกรุงเทพมหานครต้องกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดปริมาณการใช้รถ อย่างตัวอย่างในฝรั่งเศสซึ่งเกิดปัญหาหมอกควันในกรุงปารีสเมื่อปี 2016 รัฐบาลกำหนดมาตรการให้บริการรถเมล์ฟรีแก่ประชาชน ควบคุมความเร็วของรถยนต์มากขึ้น ห้ามรถบรรทุกขับเข้ามาในตัวเมือง หรืออย่างสเปนซึ่งเกิดปัญหาหมอกควันในกรุงมาดริดช่วงเดียวกัน ก็บังคับให้รถยนต์ที่มีป้ายทะเบียนรถลงท้ายด้วยเลขคี่ขับได้เฉพาะวันคี่ ส่วนเลขคู่ก็ขับได้เฉพาะวันคู่ เป็นต้น นอกจากนี้ อีกสิ่งที่สำคัญคือ มาตรการในการป้องกันและแก้ไขเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสี่ยงหรือได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่นขนาดเล็กในครั้งนี้ ปัญหานี้ไม่ควรผ่านเลยไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ในระยะยาวนั้น แผนยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการกำหนดทิศทางการออกแบบระบบขนส่ง การพัฒนาอุตสาหกรรม และแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า ที่ป้องกันและลดการเกิดมลพิษฝุ่นขนาดเล็กจากแหล่งกำเนิดซ้ำอีก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งมีหน้าที่พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการต่างๆ ก็ต้องนำข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษเดิม ศักยภาพในการรองรับมลพิษใหม่ และการกระจายไปไกลข้ามพรมแดนของมลพิษบางประเภท เช่น PM2.5 มาพิจารณาประกอบการอนุมัติหรือไม่อนุมัติรายงาน ไม่เช่นนั้นแล้ว แหล่งกำเนิดมลพิษก็เกิดขึ้นใหม่อย่างไม่มีขีดจำกัด การแก้ปัญญาที่มีอยู่ตอนนี้ด้วยฝนเทียมเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หากยังไม่แก้ที่รากของปัญหาแล้ว ฝุ่นพิษเหล่านี้ก็พร้อมคลุ้งจะกลับมาทำลายสุขภาพของคนในประเทศต่อไปไม่มีวันจบ

@healthfunfood.indochina
#healthfunfoodindochina
#หมอกฝุ่น #ฝุ่นจิ๋ว

หัวใจวาย อายุแค่ไหนก็เป็นได้ บางคนยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นก็เยอะ


ภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการถูกวินิจฉัยได้อย่างไร?

เพราะภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ ไม่ได้แสดงอาการใดๆที่จะให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ การวินิจฉัยจึงจะทำหลังจากที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว แพทย์สามารถตรวจพบความเสียหายของหัวใจที่เกิดขึ้นจากภาวะหัวใจวายโดย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวินิจฉัยนี้สามารถยืนยันโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อตรวจดูกล้ามเนื้อหัวใจที่อ่อนแอ

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ


เมื่อคุณรู้ตัวว่าเป็นภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ สิ่งสำคัญสองประการเกี่ยวกับคุณที่คุณควรรู้คือ หนึ่ง คุณเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจชนิดที่จะต้องตระหนักไว้อย่างสูง และสอง อาการของคุณไม่สามารถวัดได้จากความรุนแรงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือความบ่อยในการรักษาโรคนี้เพราะว่าการที่ไม่มีอาการแสดง (เช่น การเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด) ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือว่าการรักษานั้นประสบผสสำเร็จหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของคุณนั้นคงที่

ถ้าคุณมีภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ การรักษาของคุณควรเป็นเหมือนกับคนอื่นๆที่มีชีวิตรอดจากภาวะหัวใจวายทั่วไป นั่นหมายความว่า การรักษาควรมุ่งถึงการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายที่จะตามาภายหลัง ป้องกันการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในอนาคต ป้องกันระยะเริ่มต้นของภาวะหัวใจล้มเหลว และป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นอกจากนี้ เนื่องจากการปรากฏหรือหายไปของการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดไม่สามารถเชื่อว่าเกิดจากได้รับการรักษาอย่างดีพอและเหมาะสมแล้ว ถ้าคุณมีภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ แพทย์ประจำตัวของคุณควรแนะนำให้คุณทำ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายโดยด่วน การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายมีจุดประสงค์สำคัญสองประการสำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจวายชนิดไม่แสดงอาการ

หัวใจวาย 




หมายถึง ภาวะซึ่งหัวใจไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างพอเพียงหัวใจวายไม่เหมือนกับหัวใจหยุดเต้นเราเรียกหัวใจวายว่า congestive heart failure คือ
หัวใจทำงานล้มเหลวทำให้เนื้อเยื่อต่างๆขาดออกซิเจนเมื่อไตได้รับเลือดไปเลี้ยงน้อยลงทำให้ไตสร้างสารบางชนิดออกมาทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย
ถ้าไม่ได้รับการรักษาต่อก็จะมีการคั่งของน้ำและเกลือที่ปอดทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าน้ำท่วมปอด (Pulmonary edema) หากหัวใจห้องขวาวายจะเกิดการคั่งของน้ำที่ขาทำให้บวมที่เท้า อาการหัวใจวายอาจจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเช่น เกิดภายหลังจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออาจจะค่อยๆเกิดเช่นโรคของลิ้นหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจ

สาเหตุ

หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (หลอดเลือดออกผิดปกติ หลอดเลือดตีบตัน หรือหลอดเลือดออกผิดที่) ทำให้เลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ กล้ามเนื้อหัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่ายกายได้ ผู้ป่วยมักจะมีประวัติเจ็บและแน่นหน้าอกมาก่อน

ความดันโลหิตสูง เมื่อความดันโลหิตสูงขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหนาตัวมากขึ้น และเกิดล้มเหลวได้

โรคเบาหวาน สาเหตุที่โรคเบาหวานมักจะมีโรคหัวใจ คือผู้ป่วยมักจะอ้วน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

หัวใจเต้นผิดปกติ อาจจะเต้นผิดจังหวะ หรือเต้นช้าเกินไป หรือเต้นเร็วเกินไป ทำให้หัวใจไม่สามารถปั้มเลือดได้อย่างเพียงพอ

อาการ

  • เหนื่อยง่าย หากโรคหัวใจเป็นไม่มาก จะเหนื่อยหอบเฉพาะเวลาทำงานหนักหรือขึ้นบันได พอพักก็จะหายเหนื่อยแต่ถ้าโรคหัวใจเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะเหนื่อยง่าย งานที่เคยทำได้ก็จะเหนื่อยหากเป็นมากขึ้นกิจกรรมปกติก็จะเหนื่อย
  • นอนราบไม่ได้จะเหนื่อย ต้องลุกมานั่งหลังจากนอนไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง บางรายต้องนั่งหลับเรียกว่า orthopnea
  • แน่นหน้าอกตอนกลางคืน ต้องลุกขึ้นมา
  • อ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรง
  • หลอดเลือดดำที่คอโป่งพอง
  • ข้อเท้าบวม ท้องบวมเนื่องจากมีการคั่งของน้ำในช่องท้อง
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างเร็ว
  • ไอเรื้อรังโดยเฉพาะหากเสมหะมีเลือดปนออกมา ต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะนั้นคืออาการน้ำท่วมปอด
  • ใจสั่นหัวใจเต้นเร็ว


#healthfunfoodindochina
@healthfunfood.indochina
#อาหารเสริมบำรุงหัวใจ
#ประกันหัวใจวายที่คุณซื้อหาได้

วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561

โอโซน Ozone ใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ดีจริงหรือ มีประโยชน์และข้อต้องระวังอย่างไร

สารโอโซน  Ozone


                O2 + O ---> O
                O2 + O ---> O3

โอโซนแตกตัวให้ประจุของออกซิเจนที่มีความสามารถในการออกซิไดส์สูง มีผลรบกวนต่อการถ่ายโอนประจุระหว่างชั้นผนังเซลล์ ทำลายโครงสร้างผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ และทำลายองค์ประกอบต่างๆ ภายในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์ของจุลินทรีย์เสียหาย แบบเฉียบพลันและตายในที่สุด อีกนัยหนึ่งคือทำลายแบบสิ้นซาก






ความสามารถในการทำลายเชื้อโรคและกลิ่นของโอโซน จะขึ้นกับความเข้มข้นที่สูงและระยะเวลาที่โอโซนสัมผัสนานพอ ไม่ใช่ว่าทุกความเข้มข้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปริมาณโอโซนกับการกําจัดเชื้อโรคต่างๆ

1. ไวรัส  ปริมาณโอโซน 0.5 - 1.5 ส่วนในล้านส่วน (P.P.M.) สามารถกําจัดเชื้อไวรัสได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้อต้องไม่น้อยกว่า 4 นาที

2. แบคทีเรีย  ปริมาณโอโซนที่ใช้ในการกําจัดเชื้อแบคทีเรียขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของแบคทีเรีย โดยทั่วไปโอโซนเข้มข้น 10 ส่วนในล้านส่วน สามารถกําจัดเชื้อแบคทีเรียได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้ออย่างน้อย 10 นาที

3. เชื้อรา  ปริมาณโอโซนที่ใช้กับเชื้อราจะต้องใช้ปริมาณโอโซนมากกว่าการใช้กับเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อรามีการ สร้างสปอร์ฉะนั้นในการกําจัดเชื้อรา 99 % ต้องใช้ปริมาณ โอโซนประมาณ 20 ส่วน ในล้านส่วนที่ระยะเวลาการฆ่าเชื้อ อย่างน้อย 30 นาที

การเลือกใช้โอโซนทำงาน ต้องถามว่าความเข้มข้นเท่าไหร่ ทำลายกี่เปอร์เซ็นต์ ห้ามเชื้อโรคขยับไปไหนเป็นเวลานานเท่าไหร่

ในโรงพยาบาล จึงต้องให้คนออกจากห้องก่อน เพื่อความปลอดภัย จากนั้นค่อยเปิดเครื่องทำงานทิ้งไว้ได้ หลังจากปิดเครื่องแล้ว ก็ต้องปล่อยห้องให้ว่างไว้มากกว่า 4 ชั่วโมง จึงกลับเข้าไปใช้งานห้องได้อีกครั้ง ... เป็นความไม่สะดวกของการใช้งาน และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพนักงาน จึงมีความนิยมใช้ลดลงเรื่อยๆ

ความปลอดภัยในการใช้งานรังสียูวี และสารโอโซน

จากข้างบน จะเห็นได้ว่า วิธีการฆ่าเชื้อโรคและทำลายกลิ่นของทั้งสองวิธี เป็นการทำลายชนิดรุนแรง และมีผลต่อระดับ DNA จึงต้องคำนึงถึงความเป็นพิษที่เกิดขึ้นต่อการสัมผัสต่อมนุษย์เช่นกัน ทางหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการกำหนดมาตราฐานความปลอดภัยไว้ (ขณะเดียวกันประสิทธิภาพการทำงานก็จะด้อยลง) อาทิเช่น

-  FDA หรือ อย. แห่งสหรัฐอเมริกา  ได้กำหนดว่าเครื่องผลิตโอโซนไม่ควรผลิตโอโซนเกิน 0.05  ppm.   (ส่วนในล้านส่วน)  สำหรับใช้ภายในอาคาร 

-  OSHA   หรือ  (Occupational Safety and Health Administration)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรทำงานในบริเวณที่มีความเข้มข้นของโอโซนเกิน  0.10  ppm.  เกินกว่า  8 ชั่วโมง 

-  สถาบัน    NIOSH   หรือ  (National Institute of Occupational Safety and Health)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในบริเวณที่มีโอโซนเกิน 0.10  ppm.   ไม่ว่ากรณีใด 

-  สำนักงาน   EPA   หรือ (Environmental Protection Agency)  ตั้งข้อกำหนดว่า  ไม่ควรอยู่ในที่ที่มีโอโซนถึง 0.08   ppm.   เกิน 8 ชั่วโมง

ค่ามาตรฐานการสัมผัสโอโซนสำหรับ 8 ชั่วโมงการทำงานของประเทศญี่ปุ่นและออสเตรเลียคือ 0.1 ส่วนในล้านส่วน (parts per million, ppm)ส่วนมติที่ประชุมของนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐบาลแห่งสห รัฐอเมริกา (American Conferenceof Governmental Industrial Hygienists, ACGIH)ได้กำหนดค่าที่ยอมให้มีได้ในบรรยากาศการทำงาน(Threshold Limit Value, TLV) ของโอโซนเป็น 0.1 ส่วนในล้านส่วน เช่นเดียวกัน แต่เป็นค่าที่ไม่ยอมให้มีเกินค่านี้ในบรรยากาศการทำงาน ไม่ว่าในเวลาใดก็ตามค่า ceiling ระดับความเข้มข้นของโอโซนที่ 10 ส่วนในล้านส่วน  เป็นระดับที่ทำอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพทันที (ImmediatelyDangerous to Life and Health, IDLH)

การที่ต้องเข้มงวดในการกำหนดความเข้มข้นของโอโซน เพราะคุณสมบัติของมันโดยเฉพาะที่มีความเข้มข้นมาก  สามารถทำปฏิกิริยากับร่างกายได้และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  เมื่อหายใจเข้าไปโอโซนทำอันตรายต่อปอด  แม้ว่าจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยโอโซนสามารถทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจไม่ออก เจ็บคอ ระคายเคืองคอ  โอโซนสามารถทำให้เกิดปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจอย่างเรื้อรังอย่างเช่น โรคหอบ  นอกจากนั้นโอโซนยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะต่อสู้กับโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลดลง

สรุปสั้นได้ว่า

ความเข้มข้นที่สามารถฆ่าเชื้อโรค และทำลายกลิ่นได้จริง       20      ppm
มาตราฐานที่ให้ใช้ตามบ้าน ต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน             0.10   ppm
ความเข้มข้นที่มักพบอาการพิษให้เห็นบ่อยๆ                          0.25  ppm

ผลต่อสุขภาพระยะสั้น : โอโซนที่ระดับความเข้มข้นต่ำ (0.01-0.02 ส่วน ในล้านส่วน) ก็สามารถตรวจสอบกลิ่นได้แล้ว

โอโซนในระดับความเข้มข้น 0.25 ส่วนในล้านส่วนขึ้นไป มีผลทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก และคอทำให้หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะได้

นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นสาเหตุของความล้าและการสูญ เสียประสาทรับรู้กลิ่นด้วย คนที่มีโรคทางระบบหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด ไม่ควรสัมผัสโอโซนเลย



สูดโอโซนแล้วสดชื่นจริงหรือไม่

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “สูดโอโซนแล้วทำให้สดชื่น”คำกล่าวนี้คงทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่า โอโซน มีประโยชน์ซึ่งแท้จริงแล้วโอโซน ไม่ใช่อากาศที่มนุษย์เราใช้ในการหายใจเลย  โอโซนเป็นก๊าซไม่มีสีแต่มีกลิ่นเหม็นคาว ซึ่งเป็นพิษต่อระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต  โอโซนมีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยา จึงมักจะเกิดปฏิกิริยากับสารอื่นๆในสิ่งแวดล้อม  ความรู้สึกที่ว่าโอโซนดับกลิ่นทำให้ อากาศสดชื่นนั้นความจริง เกิดจากการที่โอโซนเข้าทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของสารที่มีกลิ่นให้กลายเป็นอีกโมเลกุลซึ่งไม่มีกลิ่น ทำให้เรารู้สึกสดชื่นนั่นเองไม่ใช่เป็นเพราะโอโซนอย่างที่เราเข้าใจกันนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เซราไมด์ (Ceramide) เป็นตัวเชื่อมให้เคราตินซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของผิวชั้นบนสุด

เซราไมด์ (Ceramide)

เป็นตัวเชื่อมให้เคราตินซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของผิวชั้นบนสุด 

ให้เรียงตัวกันอย่างมีระเบียบ


  • ช่วยให้ผิวแข็งแรง ปกป้องผิว และร่างกายจากการคุกคามของเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม
  • ลดการสูญเสียน้ำของผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นเปล่งปลั่ง ช่วยลดการสูญเสียการอุ้มน้ำตามธรรมชาติ (Natural Moisturizing Factor)
  • ลดการสังเคราะห์เมลานิน หรือ เม็ดสีผิว ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น
เซราไมด์ (Ceramide) เป็นสารจำพวกไขมัน หรือ ไลปิดชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า สฟิงโกไลปิด (Sphingolipid) โดยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane) ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องเซลล์จากสิ่งแปลกปลอมภายนอก เซราไมด์ ถูกพบได้ที่ผิวชั้นบน ของหนังกำพร้า (Epidermis) โดยสร้างขึ้นภายในเซลล์ผิว (Keratinocyes) และปล่อยออกมาเมื่อเซลล์ผิวเคลื่อนที่่สู่ผิวชั้นบน เซราไมด์ จึงเป็นสารตามธรรมชาติที่แทรกอยู่ระหว่างเคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของผิวชั้นบนสุด เซราไมด์ เชื่อมเคราตินให้เรียงตัวกันเป็นระเบียบ ส่งผลให้ผิวทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการสูญเสียน้ำของผิว เมื่อผิวขาด เซราไมด์ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวแห้งกร้าน ผิวพรรณไม่สดใส

ผลเสียของการขาด เซราไมด์ (Ceramide)


  • ทำให้เคราตินเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ
  • ทำให้ผิวอ่อนแอ เกิดอาการแพ้ และติดเชื้อได้ง่าย
  • ทำให้ผิวแห้งตึง แตกลาย ไม่สดใส
  • ทำให้ผิวมีริ้วรอย ร่องลึก


วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Oxygeskin คือสารสกัดจากธรรมชาติ ไปเร่งการเกิดปฎิกริยากระตุ้นให้มีการสร้างออกซิเจนเพิ่มขึ้น

Oxygeskin หรือ Oxy-G skin booster คืออะไร ...

สารสกัดจากธรรมชาติ ไปเร่งการเกิดปฎิกริยากระตุ้นให้มีการสร้างออกซิเจนเพิ่มขึ้น การมีออกซิเจนซึ่งเป็นอาหารหลักของผิว จะทำให้ผิวได้รับออกซิเจน มีความเรียบกระจ่างใส สีขาวอมชมพู เพราะเซลล์ผิวสมบูรณ์

การที่ผิวหน้าขาดออกซิเจน ไม่ว่าจะตากตรำหรือคร่ำเครียด ก็ทำให้ผิวหน้าสร้างออกซิเจนได้น้อยลง เซลล์ผิวก็จะห่อเหี่ยวไป ทำให้ดูหยาบกร้าน แก่ก่อนวัยอันควร ... การที่ Oxygeskin ไปปรับขบวนการสร้างออกซิเจนขึ้นมา ก็มีผลโดยตรงต่อเซลล์ผิวสมบูรณ์


อ๊อกซิเจนสกิน สารสกัดจากเซลล์ต้นกำเนิดของดอกไม้สีแดง Tropaeolum Majus เป็นดอกไม้มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบคุณสมบัติฟื้นฟูผิวให้ดูสดใสอย่างรวดเร็ว


Oxygeskin Tested for Efficacy to Fight Blue Light


มีการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของ Oxygeskin ในการเร่งผลิตออกซิเจนแก่เซลล์ผิว ด้วยการนำแสงสีฟ้า (ปรกติทำลายเซลล์ผิวหนัง)  พบว่า

ในการทดสอบด้วยกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัคร ที่มีผิวเสียถูกทำลายอย่างน้อย 10 ปี ... Oxygeskin (Tropaeolum Majus Extract) จะไปมีผลให้เซลล์ผิวหนังฟื้นคืนชีพ และเร่งปฎิกริยาการเกิดออกซิเจน ทำให้เซลล์ผิวหนังมีคุณภาพดีขึ้น และเติบโตแข็งแรง ตรวจพบว่า

1. ผิวหนังชั้นปกคลุม มีการลดสูญเสียน้ำออกไป มากกว่า 11.5%
2. กระชับรูขุมขน และลดริ้วรอย ได้ 16.4%
3. ทำให้ผิวหนังเป็นเนื้อเดียวกัน 28.9%

โดยปรกติ แสงสีฟ้าจะทำให้ปริมาณออกซิเจนน้อยลง (จากการอ่านค่าเซ็นเซอร์ พบว่าน้อยลง 44%) ขณะที่ Oxygeskin ไปเพิ่มปริมาณถึง 26%  พร้อมกับการไปเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังได้อีก 92%

ตัวร้ายทำลายผิวที่อยู่ใกล้ตัวสุดๆ มารู้จักกับ Blue Light กัน
“แสงแดด” ศัตรูที่สำคัญของผิวหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยรังสีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือ “รังสี UVB” จะทะลุเข้าไปทำลายผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นสาเหตุให้ผิวไหม้เกรียมแดด และ “รังสี UVA” จะเข้าไปทำลายผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ในส่วนของคอลลาเจน อิลาสติน เป็นสาเหตุของผิวเหี่ยวย่นและจุดด่างดำ แม้ในแต่ละวันเราสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายจากรังสี UVB และ UVA ได้ แต่ก็ยังมีศัตรูของผิวหน้าอีกหนึ่งอย่างที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ “Blue Light” Blue Light ทำร้ายผิวในชั้นที่ลึกมากกว่าแสงแดด**




Blue Light คือแสงที่มาจากโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ซึ่งในชีวิตประจำวันเราใช้อุปกรณ์เหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่า Blue Light อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าแสงแดดเสียอีก Blue Light จะทะลุผ่านผิวชั้นหนังกำพร้าและผิวชั้นหนังแท้ ลงไปถึงขั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Tissue) เข้าไปทำลายเซลล์ผิว คอลลาเจน อิลาสตินและ DNA และสร้างสารออกซิแดนท์ขึ้นมาทำให้ผิวเสื่อมสภาพหรือ "ผิวแก่" เกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

SHARP PLASMACLUSTER TECHNOLOGY HAS BEEN TESTED AND SHOWN TO DECREASE THE RISK OF TB INFECTION IN TB HOSPITAL FOR THE 1ST TIME.

SHARP PLASMACLUSTER TECHNOLOGY HAS BEEN TESTED AND SHOWN TO DECREASE THE RISK OF TB INFECTION IN TB HOSPITAL FOR THE 1ST TIME.


In a world’s first groundbreaking study, SHARP’s Plasmacluster technology has been tested and shown to decrease the risk of Tuberculosis (TB) infection by a significant degree.

SHARP has collaborated with the World Health Organization (WHO) Global Health Workforce Alliance National Center of Tuberculosis and Lung Disease in Tbilisi, Georgia, to conduct a Plasmacluster technology effectiveness test on healthcare workers and TB patients.

The results showed a 75%*1 decreased risk of TB infection among healthcare workers and a 78%*2 prevention of Acquired Drug Resistance on TB patients by comparing subjects with and without exposure to specially designed Plasmacluster Ion Generators emitting 100,000 ions/cm3.

SHARP’s Plasmacluster has already been proven to effectively suppress virus, bacteria, mould, odour, allergens, and other infectious viruses.


Reference :

1. Results of reduced risk of tuberculosis infection for healthcare workers88 healthcare workers were tested for Tuberculosis bacteria using QuantiFERON-TB Gold In-Tube (QFT)*3. 32 of the healthcare workers who did not carry the bacteria were tested again after 6-8 months using QFT test. Healthcare workers in the 100,000/cm3 PCI device setting decreased their risk of getting latent Tuberculosis infection by 75% compared with those who were not in the PCI device setting.


2. Prevention of Acquired Drug Resistance in Tuberculosis Hospital Patients155 Tuberculosis culture positive patients in the Drug Sensitive department received the Drug Susceptibility Testing (DST)*4. After a 3 months period, 49 patients who remained culture positive received DST again. Those who were in the 100,000/cm3 PCI device setting showed 78% of prevention in acquired drug resistance compared to those who were not in the PCI device setting.

3. QuantiFERON-TB Gold In-Tube is a test for detection Latent Tuberculosis Infection (LTBI) using a blood sample. It came into use in 2007.

4. Drug Susceptibility Testing is a test used to determine which medicine to administer to patients who carry the tuberculosis bacteria.