วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด คืออะไร เกิดจากอะไร ป้องกันไม่ได้จริงหรือ

ปัจจุบันเรามักได้ยินข่าวการเสียชีวิตจากเหตุ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอยู่บ่อยครั้ง เกิดเป็นข้อสงสัยสำหรับใครหลายคนว่า ติดเชื้อในกระแสเลือดคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และสามารถป้องกันได้หรือไม่

ความหมายของ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด



ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หมายถึง การที่มีเชื้อก่อโรคในกระแสเลือดซึ่งสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีการเพาะเชื้อหรือวิธีการพิเศษต่างๆ เช่น เทคนิกทางโมเลกุล โดยทั่วไป ร่างกายเกิดการติดเชื้อขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วเชื้อก่อโรคนั้นหลุดเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่บริเวณส่วนอื่นของร่างกายหรือทั่วทั้งร่างกาย หากเชื้อมีความรุนแรงมาก อาจพัฒนาไปสู่ภาวะช็อก และการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ ล้มเหลว มีอันตรายถึงชีวิต จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อดังกล่าวได้แก่ จุลชีพต่าง ๆ เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ซึ่งการติดเชื้อทุกส่วนของร่างกายสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การพบเชื้อในกระแสเลือดกับการติดเชื้อในกระแสเลือดนั้นไม่เหมือนกัน กล่าวคืออาจมีการตรวจพบเชื้อในกระแสเลือด แต่ถ้าเชื้อนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดโรคหรืออาการผิดปกติใดๆ อย่างนี้ไม่นับว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ในภาวะปกติร่างกายจะมีกลไกการปราบเชื้อที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดอยู่แล้ว การติดเชื้อในกระแสเลือดจึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในคนปกติที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่มักพบภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย หรือเชื้อมีความสามารถที่จะหลบหลีกการทำลายเชื้อโรคของร่างกายได้

อาการแสดง

เมื่อเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการติดเชื้อ เรียกว่า เป็นกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย (Systemic inflammatory response syndrome; SIRS) ยกตัวอย่าง เช่น

- มีไข้สูงเกิน 38.3 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
- ชีพจรเต้นเร็วเกิน 90 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่
- หายใจเร็วเกิน 24 ครั้งต่อนาที ในผู้ใหญ่
- เม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนมากขึ้น

นอกจากนั้นยังมีอาการจำเพาะที่ที่เกิดบริเวณอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น อาการปัสสาวะแสบขัด แสดงว่าอาจมีการติดเชื้อที่ระบบขับปัสสาวะ หรือมีอาการไอ เจ็บหน้าอก อาจหมายถึงการติดเชื้อที่ปอด เป็นต้น

การรักษาติดเชื้อในกระแสโลหิต

โดยปกติแพทย์จะนำเลือดไปเพาะเชื้อหาสาเหตุ แต่เนื่องจากกว่าจะเพาะเชื้อได้ต้องใช้เวลา 3-5 วัน ดังนั้นแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมรักษาอาการติดเชื้อไปก่อน ในกรณีที่ได้รับเชื้อรุนแรง ถ้าได้รับยาปฏิชีวนะภายใน 1-2 ชั่วโมง ก็อาจจะมีชีวิตรอด แต่ถ้าให้ไม่ทันก็อาจจะเสียชีวิตได้  อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจใช้ยาปฏิชีวนะรักษาไม่ได้ผล เพราะได้รับเชื้อดื้อยาเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถรักษาได้



เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด มีโอกาสเป็นได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา  เราสามารถรับเชื้อโรคได้จากทางไหนบ้าง

1. จากภายในร่างกายของเราเอง โดยปกติเราจะมีเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ภายในร่างกายของเรา ได้แก่ ทางเดินปัสสาวะ ทางเดินอาหาร ซึ่งถ้าร่างกายแข็งแรงก็จะสามารถกำจัดให้หายไปเองได้

2. จากภายนอก เช่น เข้ามาทางบาดแผลต่าง ๆ การหายใจ ดังเราจะเคยได้ยินว่า "ไม้จิ้มฟันทิ่มเหงือก ก็เสือกตาย" นั่นเป็นผลมาจากร่างกายของผู้ป่วยอ่อนแอ เมื่อเชื้อโรคที่ติดมากับไม้จิ้มฟันได้เข้าสู่ร่างกายลุกลามจนเข้ากระแสเลือด ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้แม้จะเป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อยก็ตาม

ลดความเสี่ยงการรับเชื้อโรคได้อย่างไร

ทำตัวให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ก็จะมีภูมิต้านทานเชื้อโรค ทั้งจากภายในและภายนอกร่างกาย
แต่ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง และอยู่ในช่วงอายุเสี่ยงสูง เช่น เด็ก ผู้ใหญ่สูงวัย ผู้ป่วย  ก็ต้องเลี่ยงที่จะเผชิญเชื้อโรคจากภายนอก อาทิเช่น
·         
    - ใช้อุปกรณ์เสียบสอดเข้าร่างกาย ที่ปลอดเชื้อ เช่น ท่ออาหาร ท่อหายใจ ท่อสวนปัสสาวะ ท่อสวนทวาร

    - มีคนเข้าเยี่ยมให้น้อยที่สุด เพราะคนเป็นพาหนะของเชื้อโรค  นำพาเชื้อโรคเข้าสู่หายนะของผู้ป่วยได้มากที่สุด
·         
      - การป้องกันเชิงรุก ด้วยการใช้เครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศ  ทำลายเชื้อโรคในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยอยู่  อาทิเช่น  Plasmacluster air sterilizer  จะพ่นไอออนสร้างโซนทำลายเชื้อโรคได้ในบริเวณที่มีผู้ป่วยอยู่  เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาใน Plasmacluster zone ก็จะถูกทำลายในอากาศ  การที่ Plasmacluster ion ทำลายผิวชั้นนอกของเชื้อโรค  จึงเป็นทางเลือกที่ดีของการต่อสู้เผชิญกับเชื้อโรคดื้อยาได้ด้วย

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559

คลั่งขาว!! เตือนระวัง "น้ำยาลอกผิว" หนังลอก -ไตวาย

คลั่งขาว!! เตือนระวัง "น้ำยาลอกผิว" หนังลอก -ไตวาย

“น้ำยาลอกผิว” กำลังเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่หลายคนนิยมต้องการกันอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติสามารถเปลี่ยนผิวกายที่หมองคล้ำให้กลับมาขาวสดใส จนน่าทึ่งในระยะเวลาไม่เดือน แต่มีอันตรายมากกว่าผลดี



ปัจจุบันน้ำยาลอกผิว เราจพบโฆษณาง่าย ๆ ได้ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งบรรยายสรรพคุณสารพัดและมีราคาถูก ซึ่งค่อนข้างน่ากลัวมาก ที่เขาขายกันจะเป็นในรูปตลับ หรือเป็นลิตรและเป็นแกลลอนเลยก็มี เพื่อนำมาอาบหรือทา พอก 2 ชั้น 3 ชั้น มีyoutube แสดงให้เห็นว่าใช้อย่างไร พวกนี้พอทาไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ผิวก็จะลอกออกมาเป็นแผ่น สิ่งที่ลอกออกมา  ก็คือผิวชั้นนอกของเรา ในทางการแพทย์ก็มีวิธีการลอกผิวด้วยสารเคมีที่มีความปลอดภัย เช่น AHA ที่ใช้ลอกเพื่อรักษาผิวหน้าที่มีปัญหา เช่น เป็นหลุมสิว เป็นสิวเป็นฝ้า ทีนี้พอวัยรุ่นมาเห็นก็อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย ก็เลยนำมาใช้นำมาขัดกัน โดยตัวที่นำมาใช้จะเป็นกรดแบบแรง ใช้ไปมันก็จะกัด จะทำให้ไหม้ผิว เวลาเราทาลงไปในบริเวณใบหน้า หรือแขนขาที่มันไม่แสบเนื่องจากว่า น้ำยาลอกผิวเหล่านี้จะใส่ยาชาเข้าไปด้วย นอกเหนือจากกับผสมสารเคมีชนิดอื่นๆ ที่เช่นสี ให้มีหลายแบบ เพื่อบอกว่าสำหรับผิวแพ้ง่าย หรือแบบแรง ปรุงแต่งเข้าไปอีก


“ครีมมหัศจรรย์หน้าขาวใสเด้งทันทีชนิดนี้ไม่มีแน่นอนในสารระบบวงการยาและวงการแพทย์”  หากนำไปใช้แล้ว ผู้บริโภคขาวเร็ว หน้าเด้ง สิวหาย ต้องเริ่มคิดแล้วว่า มันเป็นครีมอะไรและมีความปลอดภัยหรือไม่ เช่น มีสารปรอทเป็นส่วนผสมหรือเปล่า ซึ่งจะมีอันตรายในระยะยาวได้


สำหรับสารปรอท มีการนำมาใช้นานแล้ว ต่อมาก็มีสารประเภทไฮโดรควิโนน  ซึ่งเป็นสารที่ผิดกฏหมายทั้งสองชนิดในการนำมาใช้กับเครื่องสำอาง  สำหรับสารปรอทจะไปทำลายเม็ดสีถาวร เมื่อใช้ครั้งแรก ๆ ก็จะขาว แต่พอใช้ไปนาน ๆไป จะทำให้หน้าขาวเป็นด่าง ๆ แล้วเราก็จะใช้เครื่องสำอางอะไรไม่ได้  จะแพ้และไวต่อทุกอย่าง เครื่องสำอางที่ตัวเราเองเคยใช้ได้ ก็จะใช้ไม่ได้แล้ว ที่สำคัญหน้าก็จะกลับมาดำกว่าเดิม  กระดำกระด่างจะแพ้ง่าย ใช้เครื่องสำอางอะไรก็ไม่ค่อยได้ พวกสารปรอทเวลามันซึมเข้าไปในผิว ก็จะทำให้มีผลต่อไต ทำให้เกิดไตวายได้ และน้ำยาลอกขาวนั้น  มีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นกรดชนิดรุนแรง จะเกิดการกัดผิวจนไหม้จนลอกผิวหนังชั้นนอกออกมา โดยผิวหนังชั้นนี้เป็นชั้นขี้ไคลส่งผลให้ดูขาวขึ้น เมื่อใช้ติดต่อกันผิวหนังชั้นนอกของเราก็จะตายไปด้วย เมื่อเจอแสงแดดอีก  ผิวก็กลับมาเป็นอย่างเดิม อีกทั้งไม่มีเม็ดสีป้องกันแสงแดด ป้องกันการไหม้ก็อาจมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ หากรุนแรงกว่านี้ จะส่งผลทำให้ผิวเกิดแผลไหม้ อาจติดเชื้อจนเกิดอันตรายตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  เช่น มีบางเคสใช้น้ำยาลอกหน้าแล้วเกิดแผลจนติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นอันตรายมาก หากเกิดที่ตาอาจทำให้ตาบอดได้


ดังนั้น เห็นได้ชัดว่า ครีมผิวขาว  น้ำยาลอกผิว ฯลฯ ตามทางตลาดหรืออินเตอร์เน็ตนั้น ไม่สามารถทำให้เราขาวได้ถาวร ซ้ำยังเป็นอันตรายว่าร่างกายของเราอีกด้วย  ทางที่ดีที่สุดเราทุกคนควรจะหันมาดูแลสุขภาพ  ผิวพรรณ ด้วยวิธีธรรมชาติด้วยการออกกำลังกาย หรือทำวิธีตามข้อมูลข้างต้นนี้ พอใจกับลักษณะของแต่ละบุคคล เพียงเท่านั้น จะสวยทั้งภายนอกและภายในอย่างแน่นอน

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

อาการของผิวติดสเตียรอยด์

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำว่า "ผิวฉันติดสเตียรอยด์" จากคนรอบข้าง ส่วนใหญ่มักมีต้นกำเนิดมาจากการใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของสารดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นยารักษาสิว ครีมทาหน้าที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใส




อาการของผิวติดสเตียรอยด์
  • เมื่อเลิกใช้จะเป็นลักษณะของผดผื่นขึ้น เป็นปื้นๆ สีออกแดง เหมือนมีอาการแพ้ มักมีอาการคันร่วมด้วย
  • ผิวบางมากขึ้น และแพ้ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ แป้งพับ พอทาลงไปอาการสิว ผื่นแดงที่เป็นอยู่จะมีการกำเริบ จากสิวผื่นแดงอาจพัฒนากลายเป็นสิวหนอง
  • สิวจะเป็นเม็ดแดงๆ ขึ้นกระจายทั่วทั้งหน้า หรือเป็นกระจุกบริเวณใดบริเวณหนึ่ง แต่จะขึ้นเยอะมากบริเวณที่ทาครีมหรือยาที่มีสเตียรอยด์บริเวณนั้นเยอะ
  • สิวอุดตันที่ขึ้นมา กดออกมาจะมีกลิ่น
  • สิวอักเสบที่มีเม็ดจะใหญ่และเจ็บ และไม่มีหัว จะเป็นอักเสบหัวแดง กว่าจะยุบก็ใช้เวลานาน
  • ผิวหน้ามีความมันมากขึ้น และมันตลอดเวลา ทำให้ผิวหน้าดูโทรม หมองคล้ำ
สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้หลงไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์คือ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีการรับรองมาตรฐานต่างๆ ดูในส่วนของความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากผู้ใช้ หรือทางที่ดีที่สุดถามจากปากคนใช้โดยตรงว่าพอหยุดใช้แล้วมีอาการผิดปกติอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ที่สำคัญไม่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลขที่แจ้งจด ไม่มีที่มาที่ไปจะเป็นการป้องกันตัวเองได้มาก

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

ภัยเงียบจากครีมหน้าใส หน้าเด้ง ยาหมอ ฉีดสิว ... "สิวสเตียรอยด์"

ได้พบเห็นผู้ที่รับเคราะห์จากการใช้เครื่องสำอางค์ที่ถูกต้อง (แต่มีสารเคมี) หรือปนสารอันตราย หรือปลอมทั้งสูตรเลย  มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จากการหากินบนความทุกข์ของคนที่รักสวยงาม ... อีกทั้งความใจร้อนของผู้ที่มีปัญหาด้านผิว ก็เป็นตัวเร่งให้ตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อผลข้างเคียง หรือบางคนหลงเป็นเหยื่อโฆษณาได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยจากผู้ใช้เครื่องสำอางค์ที่ผสมสารสเตียรอยด์ (คนใช้ไม่รู้ว่ามีอะไรผสม แต่อะไรก็ตามที่แสดงผลไว มักมีสารอันตรายผสมไม่มากก็น้อย) ทำให้ปัญหาทางอารมณ์ตามมาอย่างต่อเนื่อง บดบังการมองหาสาเหตุต้นตอของปัญหา อาทิเช่น

  • พอหยุดใช้ ไม่ได้ทา หันไปใช้ลังโคม ผดขึ้น (จากการหยุดสเตียรอยด์) ก็โทษลังโคม ว่าแพ้ลังโคม
  • พอเปลี่ยนไปใช้ La Mer บ้าง สิวขึ้น ผดมาเต็มหน้า (เพราะฤทธิ์ของสเตียรอยด์) ก็โทษ La mer เที่ยวบอกว่าแพ้ La mer
  • พอไปใช้ยูเซอรี สิวผด สิวเห่อ ก็ไม่หาย ไปพึ่ง Clinique ก็ไม่ work ด่า Clinique ว่าไม่ได้เรื่อง
  • พอกลับไปทาครีมสเตียรอยด์ที่เคยใช้ แน่ะสิวยุบใน 2 วัน ทุกอย่างคืนสู่สภาพเดิม หน้าใสเป็นกระจกอีกครั้ง อ้าวว ใช้ได้ผลดีจัง  อุปมาอุปมัยเหมือนคนติดยา กินยาบ้ายาม้า ของแรงๆ มาตลอด วันดีคืนดีก็ไปกินยาคูลท์แทน ก็ไปด่ายาคูลท์ว่าไม่ดี แพ้ยาคูลท์
ในโลกความเป็นจริงแล้ว ครีมที่มีสเตียรอยด์ (สังเกตุเบื้องต้นได้จากเนื้อครีม จะข้นๆ มันๆ) จะไม่มีสารออกฤทธิ์ (active ingredient) ตัวไหนที่ผ่าน อย.  แล้วทำให้หน้าใสเป็นกระจกได้หรอก  

คนติดสเตียรอยด์จะประมาณว่าเหมือนคนติดยา  พอได้รับยาอาการดีขึ้นเร็ว หาย หน้าใส  แต่เมื่อไหร่ที่หยุด  หน้าจะพังและร่างกายลุกขึ้นมาประท้วงว่าต้องการยา เราต้องใจแข็งมากๆในการหยุดใช้ให้ได้  คนส่วนมากมักท้อใจ เหนื่อยใจ และหมดกำลังใจ  แต่อีกหลายคนก็ผ่านมันไปได้  อย่าตกเป็นทาสของมันต่อไป

การรักษาสิวสเตียรอยด์ หรือคนที่ติดสเตียรอยด์แล้ว  เป็นเรื่องเหมือนการรักษาคนที่ติดยาเสพติด  ต้องใช้ความใจเย็น  เพื่อการกลับคืนของผิวหนังแบบธรรมชาติอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในวังวนการรักษาแบบเดิมๆ ที่ไม่มีวันหายขาด

สารสเตียรอยด์เราพบได้ที่ไหนบ่อยที่สุดและมากที่สุด

1.ยาแต้มสิว

2.ยาฉีดสิว

3.ยาทานแก้สิวอักเสบ

4.ครีมหน้าใส หน้าขาว หน้าเด้ง 

5.ครีมรักษาสิว 

การดูจากฉลากก็ไม่แน่ว่าจะผสมสารสเตียรอยด์หรือเปล่า เราไม่มีทางรู้ได้ (ฉลากไม่เขียนว่ามีหรอก) เราอาจสังเกตุง่ายๆว่า เมื่อทาผิวหน้าแล้ว ผิวหน้าที่มีปัญหาเหล่านั้นจะหายไปเร็วมาก หน้าจะใส เนียน ขาว ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบในระยะเวลาอันสั้น แต่สารสเตียรอยด์เหล่านี้จะสะสมอยู่ในผิวเป็นเดือน หรืออาจเป็นปี  จากนั้นก็ได้เวลาที่มันจะแสดงฤทธิ์เดชให้เห็นว่า  ทำลายผิวหน้าไปแล้วขนาดไหน

ในปัจจุบันครีมหลายยี่ห้อที่ต้องการความรวดเร็วในการเห็นผล หรือรักษาแบบตั๋วด่วน  มักจะผสมสารสเตียรอยด์ เราก็จะได้เห็นฤทธิ์เดชของผลข้างเคียงที่มีความอันตรายกล่าวคือ

1.ผด ผื่น ขึ้นง่ายมาก

2.เกิดสิวผด เป็นปื้นๆ

3.ผิวแดง เหมือนแพ้อะไรมา 

4.อาการคัน

5.ผิวบางและแพ้ง่าย  โดนอะไรนิดอะไรหน่อยก็แพ้

6.สิวเม็ดแดงๆ ขึ้นกระจายทั่วทั้งหน้า หรือเป็นกระจุกบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีการทาครีม จะเยอะมากเป็นพิเศษ

7.สิวอุดตันที่ขึ้นมา กดออกมาจะมีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่นก็ได้ แต่มักจะแดง

8.สิวอักเสบที่มีเม็ดจะใหญ่และเจ็บ และไม่มีหัว จะเป็นอักเสบหัวแดง ใช้เวลานานกว่าจะยุบ

9.สิวขึ้นเห่อ 

10.สำหรับคนผิวมัน หน้าจะมันขึ้น หลังหยุดใช้ครีมผสมสเตียรอยด์

11.ผิวจะดูเหี่ยวเร็ว เพราะสเตียรอยด์จะเข้าไปทำลายการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว หน้าหมองคล้ำได้เมื่อใช้เป็นเวลานาน ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นดูแก่กว่าวัย

เริ่นต้นแก้ไขให้ถูกต้องเลย คือ

1.ไม่ควรใช้สเตียรอยด์อีกเลย

2.ไม่ควรใช้สารที่มีฟอง ล้างหน้า เช่น ในโฟม สบู่ เพราะมีโซเดียม หรือสารเคมีพวกโซเดียมลอริล/โซเดี่ยมลอเรตซัลเฟส หรือสารเคมีที่คล้ายๆกัน เพราะระคายเคืองผิวหนัง กระตุ้นการเกิดสิวกลับมาอีก

3.ไม่ควรใช้เครื่องสำอาง ที่มีสารฟอกหน้าขาว สารลอกผิว.ปรอท.ฯลฯ เพื่อหวังหน้าขาว หรือลอกฝ้ากระ ซึ่งต่อมามักจะสร้างปัญหามากกว่าสิวด้วยซ้ำ

4.หันมาใช้สารธรรมชาติหรือสารสกัดธรรมชาติ แทน ในการล้างหน้า บำรุงผิว เท่าที่จำเป็น อาจต้องเอาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติบางประเภทเข้ามาช่วยในระยะสั้น

เมื่อทำได้  ความรุนแรงของการทำลายผิวหน้าตัวเองด้วยสารสเตียรอยด์ก็จะหมดไป  หน้าก็จะกลับคืนสวยใสดั่งธรรมชาติที่ควรเป็นอีกครั้งหนึ่ง


วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

10 เทรนด์การกินเพื่อสุขภาพ มาแรงปีมะแม

10 บัญญัติสุขภาพที่ควรทราบรับปี 2558

10 เทรนด์การกินเพื่อสุขภาพ มาแรงปีมะแม/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        1) อาหารเช้าสุขภาพ
    
       
เริ่มจากมื้อเช้าเป็นเทรนด์ที่ขอแนะว่า “ขาดไม่ได้” ขอให้พยายามอย่าลืมอาหารเช้า
    
       
โดยหลักของอาหารเช้ายุคใหม่ที่ทำง่ายต้องมี 3 อย่างคือ โปรตีนย่อยง่าย, คอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรต, และไขมันดี อาจลองมื้อเช้าง่ายๆ อย่างกล้วยปั่นธัญพืชหรือแซนด์วิชทูน่าร่าเริงดูก็ได้
    
       
2) อาหารคลีน
    
       
พูดถึงกันมาพักใหญ่ในสังคมออนไลน์
    
       
ในอาหารคลีนมีสิ่งดีต่อสุขภาพที่เราใช้ได้คือ “ลดพิษ” และ “การไม่ปรุงแต่งมาก” เช่น เลี่ยงการผัด, ทอดที่ทำให้เพิ่มน้ำมันเข้ามาในชีวิตของผู้บริโภคแล้ว ยังทำให้เสียคุณค่าทางอาหาร
    
       ดังตัวอย่างเมนูไทยที่คลีนแถมเป็นเมนูคลาสสิกอย่าง “แกงร้อน” ที่หน้าตาคล้ายแกงจืดวุ้นเส้นเป็นต้น
    
       
3) ซุปเปอร์ฟู้ด
    
       
เป็นอาหารที่เรียกแบบลำลองเพราะมี “ซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนท์” หรืออภิสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง อาทิ ลูกหม่อน, ลูกหว้า, ฟักข้าว, มะขามป้อม, ใบบัวบก, ขมิ้น, ตะขบ, เก๋ากี้ ฯลฯ
    
       
เหล่านี้ใช้แทนซุปเปอร์ฟู้ดแบบฝรั่งอย่างสารพัดเบอร์รีที่ขายกันหรือว่าผลไม้นอกแพงๆ ได้เลยครับ
    
       
4) ฟังก์ชันนัลฟู้ด
    
       
คืออาหารที่มากกว่าอาหาร เป็นการรับประทานเพื่อ “ช่วย” วัตถุประสงค์พิเศษเรื่องสุขภาพ
    
       
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ดื่มน้ำมะเขือเทศเพื่อช่วยป้องกันต่อมลูกหมาก หรือการรับประทานผักปวยเล้ง เพื่อช่วยสุขภาพจอตาและลดความเสี่ยงจุดรับภาพตาเสื่อม (AMD)
    
       
5) น้ำผักผลไม้ที่ไม่เคยลอง
    
       
เป็นของที่รวมวิตามินและแร่ธาตุไว้อย่างครบทีมแถมช่วยเฉพาะโรคได้
    
       
อย่างน้ำกระเจี๊ยบแดงสีสวยช่วยลดไขมัน, น้ำบีทรู้ทช่วยตับ, น้ำมันเทศ(Sweet potato) หรือน้ำอโวคาโดบำรุงตา
10 เทรนด์การกินเพื่อสุขภาพ มาแรงปีมะแม/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        6) เมนูมะพร้าว
    
       
บ้านเรามีเยอะขอแนะให้รับประทานครับ โดยอาจเลือกกินทั้งน้ำและเนื้อ รวมถึง “กะทิ” ที่มีน้ำมันมะพร้าวอุดมด้วย
    
       
สารอาหารสุขภาพอย่าง ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สายกลางและกรดลอริกที่เป็นดั่งยาปฏิชีวนะธรรมชาติ (Monolaurin) ช่วยไล่เชื้อจุลินทรีย์ร้ายๆ จากตัวเราได้หลายชนิดครับ
    
       
7) โยเกิร์ตสด
    
       
เลือกผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตชนิดที่เป็นธรรมชาติ หรือสามารถทำเองก็ยังได้ เป็น “โยเกิร์ตสด” ที่ช่วยต้านชรา
    
       
มีของดีอยู่ที่ “โพรไบโอติกส์” จากธรรมชาติ, แคลเซียม และกรดแลกติกที่ได้จากกระบวนการหมัก เป็นที่มาของรสชาติที่เปรี้ยวกำลังดี ที่มาพร้อมประโยชน์ ที่แม้คนดื่มนมแล้วท้องเสียก็กินได้
    
       
8) สาหร่ายทะเล
    
       
เป็นของเก๋ๆ ที่ช่วยคุมน้ำหนักได้จากแคลอรีที่ต่ำ
    
       
สาหร่าย “วากาเมะ” ช่วยเบิร์นไขมันได้จากสารฟูโคแซนทิน ทั้งมีวิตามินบี 1, 12 และแร่ธาตุ “ไอโอดีน” กับ “โพแทสเซียม” ช่วยในการปลุกร่างกายให้มีชีวิตชีวา จัดเป็นอาหารร่าเริงอีกอย่างหนึ่ง
    
       
9) ข้าวโพด
    
       
เป็นของโปรดของใครหลายคนรวมถึงผมด้วย
    
       
ข้าวโพดช่วยสุขภาพได้มากกว่าความอร่อยนั่นคือ ให้ใยอาหารช่วยล้างพิษ, มีลูทีน กับซีแซนทิน เป็นเกราะช่วยจอตา
       ส่วนข้าวโพดม่วงมี “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย(OPCs)” ทั้งหมดนี้มีในข้าวโพดฝักละไม่กี่บาท สมกับเป็นอาหารถูกและดีแห่งอนาคต
    
       
10) สมุนไพรก้นครัว
    
       
เป็นของดีอีกอย่างหนึ่งที่คนยุคใหม่ควรหันมาใช้เพื่อสุขภาพ
    
       
ที่ควรทราบได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, ต้นหอม, ผักชี, ขิง, ตะไคร้, ข้าวกล้องงอก, อบเชย, พริกไทย, กะปิ, น้ำผึ้ง, ใบชา หรือว่าขนมปังปิ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนเป็น “โฮมเมด เร็มเมดี (Homemade remedy)” หรือการบำบัดง่ายๆ ในบ้านเราก่อนได้
10 เทรนด์การกินเพื่อสุขภาพ มาแรงปีมะแม/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        ทั้งหมดนี้ได้พยายามรวมเคล็ดสุขภาพที่ช่วยในทั้ง 3 มิติแห่งชีวิตไว้นั่นคือ เรื่องอาหารการกิน, โอสถ และอาหารเสริมกับเรื่องราวของการมีสุขภาพดีสไตล์อายุรวัฒน์ที่ทำได้ง่ายใกล้ตัว เพราะเมื่อทำง่าย, สะดวก และไม่ต้องใช้ตัวช่วยเยอะ ก็จะพาให้เรามีกำลังใจในการทำแบบยั่งยืน

สารเคมี 12 ชนิดในเครื่องสำอางที่ควรหลีกเลี่ยง

สารเคมี 12 ชนิดในเครื่องสำอางที่ควรหลีกเลี่ยง

คุณรู้ไหมว่า จุดด่างดำ รอยเหี่ยวย่นต่างๆ บนใบหน้าหรือแขนขา จริงๆแล้วอยู่แค่ความลึกของชั้นผิวหนัง แต่ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้เพื่อรักษาความสวยงามที่มนุษย์เรา โดยเฉพาะผู้หญิงต้องการนั้นมีสารเคมีที่สามารถแทรกซึมลงลึกได้มากกว่าชั้นผิวหนัง และถ้าหากเครื่องสำอางค์หรือครีมบำรุงผิวนั้น ซึมลึกอย่างที่โฆษณากันจริง  คุณเคยนึกมั๊ยว่า  อะไรล่ะที่มันซึมเข้าไป  และนอกจากผลเรื่องความสวยงามแล้ว สารที่ซึมลงไปในร่างกายเราจะมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง


โดยเฉลี่ยคนอเมริกันจะใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว/ทำความสะอาดผิวประมาณ 9 ชนิดต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้พบว่ามีสารเคมีประมาณ 120 ชนิด อันนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ผู้หญิงเราก็ต้องล้างหน้า เช็ดหน้า ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ สำหรับหน้า สำหรับตา และ อีกอันสำหรับคอ  เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องตามด้วยเครื่องสำอางค์ที่ 4-5 ชนิด  และอีกไม่น้อยที่ก็ต้องทาโลชั่นสำหรับผิวกาย  คุณเชื่อหรือไม่ว่ามีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องประทินผิวนี้ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบทางด้านพิษวิทยาอย่างถี่ถ้วน


The Green Guide มีรายชื่อสาร 12 ชนิด ที่เราควรหลีกเลี่ยง ถึงแม้ว่าการใช้สารเหล่านี้เพียงครั้งเดียวคงจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่การใช้ทุกวันไปเรื่อยๆตลอดอายุของคุณจะเกิดการสะสมได้ ดังนั้นเมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ให้เราใช้เวลาในการอ่านฉลากให้นานขึ้น แม้แต่ผลิตที่โฆษณาว่า     ”มาจากธรรมชาติ  Natural” หรือ ”มาจากสมุนไพร Botanical” ก็อาจผสมสารที่ควรหลีกเลี่ยง 12 ชนิดนี้ได้



1.สารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย  หรือ Antibacterial ตัวอย่าง เช่น Triclosan เป็นสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มักเติมลงในสบู่ ยาสีฟัน ผลิตภัณฑ์ใต้วงแขน เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อจาก E. coli หรือ Salmonella enterica มีรายงานระบุว่าตรวจพบ Triclosan ในน้ำนมแม่  และมีงานวิจัยอีกชิ้นที่พบว่า  Triclosan ออกฤทธ์รบกวนการทำงานของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนในเซลล์ได้ จากการศึกษาหลายๆชิ้นบ่งชี้ว่าแค่อาบน้ำด้วยสบู่ธรรมดา และน้ำอุ่นก็ก็สามารถฆ่าเชื้อโรคได้แล้ว



2.Coal Tar เป็นสารก่อมะเร็งที่ใช้เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในแชมพูขจัดรังแค และครีมทาแก้คัน สีผสมอาหารบางชนิดที่มีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับ Coal Tar เช่น FD & C Blue 1 ที่มักใช้ในยาสีฟันและ FD&C Green 3 ที่มักใช้ในน้ำยาบ้วนปาก ก็พบว่ามีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองเมื่อฉีดสีเหล่านี้เข้าใต้ผิวหนัง



3.  Diethanolamine (DEA) สารชนิดนี้พบว่าอาจออกฤทธิ์รบกวนการทำงานของฮอร์โมน และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง และมีผลทำให้ปริมาณ choline ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองของตัวอ่อนในครรภ์ลดลงด้วย เราอาจพบ DEA ได้ในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่เป็นอนุพันธ์ DEA เช่น cocamide DEA ได้ เนื่องจากการปนเปื้อนมากับตัววัตถุดิบ



4. 1,4-Dioxane เป็นที่ยอมรับกันว่าสารชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ และอาจเป็นสารก่อมะเร็งในคนด้วย Dioxane มักพบปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Sodium Laurth Sulfate หรือสารเคมีที่มีคำว่า “PEG,” “-xynol,” “ceteareth,” และสารเคมีที่มักลงท้ายว่า ethoxylated "eth" ถึงแม้ว่าองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ทำการเฝ้าระวังสารปนเปื้อน 1,4 Dioxane แต่ก็ยังไม่มีการกำหนดค่าสูงสุดที่มนุษย์สัมผัสได้ แม้ว่าผู้ผลิตเครื่องสำอางได้ใช้กระบวนการ “vacuum stripping” เพื่อขจัด dioxide ออกแต่ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดปริมาณปนเปื้อนที่พบในผลิตภัณฑ์อาบน้ำเด็กเหลือเพียง 10 ส่วนในล้านส่วน  จากการสำรวจในปี 2007 โดยโครงการรณรงค์การใช้เครื่องสำอางปลอดภัย ในขณะที่การสำรวจในปี 2001 นั้นมีสารปนเปื้อน dioxane ถึง 85 ส่วนในล้านส่วน

5. Formaldehyde เป็นสารที่มีอันตรายต่อสุขภาพหลายข้อด้วยกัน รวมถึงพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินหายใจ และทำให้เกิดมะเร็งในคน ซึ่งสาร Formaldehyde สามารถตรวจพบได้แม้ในสบู่อาบน้ำเด็ก ยาทาเล็บ กาวติดขนตา และยาย้อมผม โดย Formaldehyde ปนเปื้อนมากับสารเคมีตัวอื่นหรืออาจเกิดจากการสลายตัวของ diazolidinyl urea(สารกันบูด) หรือ imidazolidinyl urea (สารกันบูด) หรือสารประกอบ quarternium

6. Fragrance น้ำหอม คำว่าน้ำหอมอาจใช้แทนสารเคมีกลุ่ม phthalates ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นกลิ่นสังเคราะห์หรือน้ำหอมสังเคราะห์นั่นเอง โดยสารกลุ่มนี้จะรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อจึงอาจก่อให้เกิดความอ้วน และอาจมีผล        รบกวนระบบสืบพันธ์และการพัฒนาการได้ การหลีกเลี่ยงสารกลุ่ม phthalates ทำได้โดยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารแต่งกลิ่น/ น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ หรือ essential oil ที่มักนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์สปาราคาสูง เนื่องจากน้ำมันหอมมระเหยสกัดจากธรรมชาติมีราคาแพงกว่าน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์


7.Lead and Mercury สารตะกั่วและปรอท ตะกั่วมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทที่พบในธรรมชาติที่ปนเปื้อนมากับ hydrated silica โดย hydrated silica เป็นสารที่มักพบยาสีฟันส่วน lead acetate พบได้ในยาย้อมผมสำหรับผู้ชาย บางยี่ห้อ ส่วนปรอทซึ่งเป็นสารที่ทำลายสมอง อาจพบได้ในมาสคาร่าที่ใช้ thimerosol เป็นสารกันเสีย



8.Nanoparticles  เป็นสารอะไรก็ได้ที่มีอนุภาคขนาดเล็กมากๆ จึงเกิดการแทรกซึมเข้าผิวหนังและถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดและไปทำลายเซลล์สมองได้ พบการใช้ nonoparticles เพิ่มขึ้นในเครื่องสำอางและครีมกันแดด  ตัวที่มีปัญหามากที่สุดคือ zinc oxide หรือ titanium dioxide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในการป้องกันรังสี uv ที่ใช้แล้วไม่ทำให้หน้าขาว  ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการดูดซึมของ zinc oxide หรือ titanium dioxide เข้าสู่ร่างกาย  ให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่ใช้อนุภาคขนาด 100 nanometres ขึ้นไป โดยการโทรศัพท์ไปถามผู้ผลิตถึงขนาดของ zinc oxide และ titanium dioxide ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์  ปัจจุบันมีบางบริษัทได้โฆษณาระบุว่าปราศจากสาร nanoparticles บนฉลากด้วย



9. Parabens สารกลุ่มพาราเบน  เช่น (methyl-,ethyl-,propyl-,putyl-,isobutyl-)Parabens มีฤทธิ์ฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิงอย่างอ่อนๆ ) เป็นสารกันบูดที่ใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว มีการศึกษาพบว่า putyl paraben มีฤทธิ์ทำลายการสร้างสเปริ์มในอัญฑะของหนู  ใน EU ได้ประกาศห้ามใช้  sodium  methylparaben  ในเครื่องสำอางแล้ว เมื่อ paraben เข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็น p-hydroxybenzoic acid  ที่มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนในเซลล์เพาะเลี้ยงมะเร็งเต้านม



10. Petroleum Distillates  สารสกัดจากปิโตรเลียม อาจเป็นสารก่อมะเร็งในคนได้ โดย E.U. ได้ประกาศห้ามใช้หรือจำกัดการใช้ในเครื่องสำอางแต่ยังใช้แพร่หลายในเครื่องสำอางประเภทมาสคาร่า  แป้งดับกลิ่นเท้าและผลิตภัณฑ์อื่นๆ  ที่มาจากสหรัฐอเมริกาบางยี่ห้อ  ให้สังเกตชื่อส่วนผสมที่เขียนว่า liquid paraffin และ petroleum.


11. P-Phenylenediamine เป็นสารที่พบในยาย้อมผม  มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท  ทำให้ระคายเคืองปอดและก่อให้เกิดการแพ้ สารกลุ่มที่มีชื่อเรียกอื่นได้เช่น  1,4-Benzenediamine; p-Phenyldiamine and 4- Phenylenediamine.



12. Hydroquinone มักพบในครีมหน้าขาวหรือโลชั่นผิวขาว Hydroquinone มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและก่อให้เกิดการแพ้ มีหลักฐานบางชิ้นระบุว่า ทำให้เกิดมะเร็งได้ในสัตว์ทดลอง และอาจพบเป็นสารเจือปนในส่วนประกอบบางอย่างที่ไม่เขียนบนฉลากได้

รู้กันแล้วก่อนจะซื้อเครื่องสำอางค์หรือครีมบำรุงผิวซักชิ้น ก็ลองอ่านส่วนประกอบดูด้วยว่ามีอะไรที่อันตรายหรือเปล่า คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.safecosmetics.org  และ www.cosmeticdatabase.com หรือ  http://www.householdproducts.nlm.nih.gov

ครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของสารฟิสิคอล Physical กับ สารเคมีคอล Chemical แตกต่างกันอย่างไร ? อะไรดีกว่ากัน ?


ครีมกันแดด ฟิสิคอล กับ เคมีคอล แตกต่างกันอย่างไร ?


สารกันแดดมีเพียง 2  กลุ่มที่มีกลไกลการปกป้องผิวที่แตกต่างกัน คือ

1. Chemical Sunscreen

การปกป้องรังสียูวีจะใช้คุณสมบัติในการ ดูดกลืนรังสี UV ที่ช่วงความยาวคลื่นแตกต่างกัน แล้วแต่ชนิดของสารกันแดดตัวนั้น สารกันแดดชนิดเคมีมีทั้งแบบที่ละลายในน้ำมันและละลายในน้ำ ด้วยคุณสมบัติการละลายจึงสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ทั้งชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้  โดยครีมกันแดดชนิด Chemical ที่มีค่า SPF สูงๆจะมีสารกันแดดชนิดเคมีที่ดูดกลืนรังสี UVA รังสี UVB รวมกันหลายๆ ชนิด เพื่อให้ค่าการดูดกลืนรังสี UV ที่ครอบคลุมได้กว้างและมีผลในการช่วยส่งเสริมกันให้สามารถดูดกลืนรังสี UVไว้ได้มากขึ้น การใช้ครีมกันแดดชนิดเคมีที่มีค่า เอสพีเอฟสูง เกินความจำเป็นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเนื่องจากการสะสมสารกันแดดไว้ในผิวมากๆ จะทำให้ผิวเกิดอนุมูลอิสระ และความร้อนภายในผิวชั้นใน ยิ่งทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วยิ่งกว่าการโดนรังสี UV ทำร้ายเสียอีก



การใช้ครีมกันแดดที่มีสารกันแดดชนิดเคมีจะต้องปฎิบัติดังนี้


- ทาครีมกันแดดก่อนถูกแดด 30  นาที เนื่องจากต้องรอให้สารกรองรังสี UV พร้อมทำงาน

- ควรทาครีมกันแดด ทุก 2 ชั่วโมง เนื่องจากสารกรองรังสี UV แม้มีความสามารถในการดูดกลืนรังสี UV ไว้มากเพียงใด แต่จะเสื่อมสลายคุณสมบัติดังกล่าวเมื่อทำงานครบ 2 ชั่วโมง แล้วคุณจะทาครีมกันแดดชนิดเคมีที่ค่า SPF สูงกว่า 12 ทำไม ? ****** ตัวเลข คำนวณจาก 10  x 12 (SPF) = 120 นาที หรือ 2 ชั่วโมง


- การทาครีมกันแดดชนิดเคมีมีผลทำให้เกิดปฎิกริยา Oxidation เกิดขึ้นที่ผิวมากขึ้น ทำให้ความร้อนที่ผิวมากขึ้น จึงทำให้ผิวระคายเคือง แก่ และดำง่ายขึ้น


2. Physical Sunscreen


เป็นสารกลุ่มแร่ธาตุ โดยที่นิยมใช้ในครีมกันแดดคือ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงค์ออกไซด์  สารกันแดดกลุ่มนี้จะปกป้องผิวโดย การสะท้อนรังสี  ในความยาวช่วงคลื่นต่างๆ ทั้งช่วงคลื่น UVA หรือ UVB ขึ้นกับขนาดของอนุภาค ชนิดของผลึก ความสามารถในการกระจายตัว และความเสถียร ความสามารถในการเกาะติดผิว  โดยทั่วไปอนุภาคจะมีขนาด 100-10 นาโนเมตร จึงจะมีประสิทธิภาพสูง ในการปกป้องทั้งยูวีเอ ยูวีบี ถ้ามีขนาดใหญ่กว่านี้จะเป็นเพียงสารให้สีขาวที่อยู่เมคอัพเท่านั้น




สารกันแดด ชนิด Physical จะมีข้อดีคือ ไม่ทำให้ผิวเกิดความร้อน จึงอ่อนโยนและก่อให้เกิดการแพ้้ได้น้อยกว่าสารกันแดดชนิด Chemical เพราะแร่ธาตุจะเป็นของแข็งที่ไม่ซึมซาบเข้าสู่ผิวชั้นลึก แต่หากมีขนาดอนุภาคต่ำกว่า 40 นาโนเมตร จะสะสมในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้นไม่ซึมสู่ผิวชั้นหนังแท้เหมือนครีมกันแดดชนิดเคมี



ขนาดอนุภาคของสารกันแดด ชนิดฟิสิคอล จะมีผลในการสะท้อนรังสี ที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน


- ขนาดอนุภาค 40 - 80 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสีทั้ง UVB ,UVA และ V Ray ได้ดี เหมาะกับครีมกันแดดที่ค่า SPF 15-30 เนื่องจากถ้าเกินจากนี้จะเริ่มขาววอก จึงเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ออกแดดสลับกับอยู่ในร่มโดนแสงไฟตลอดเวลา หรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ และมีผลในการปกป้องผิวจากริ้วรอยได้ดี

- ขนาดอนุภาค 10-40 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสี UVB ได้ดีกว่า ดังนั้นจะให้ค่า SPF ที่สูงได้ถึง 40 ขึ้นไปโดยไม่ขาววอก แต่ไม่สะท้อนรังสี UVA และ V ray จึงเหมาะกับการใช้เวลาออกแดดแรง ๆ นานๆ ไม่เหมาะกับการปกป้องผิวจากริ้วรอยในที่ร่ม


การใช้ครีมกันแดดชนิด Physical


1. ทาครีมแล้วถุกแดดได้ทันที ไม่ต้องรอ

2. ครีมกันแดดชนิดนี้ ถ้าเป็นสูตรกันน้ำ กันเหงื่อ ไม่จำเป็นต้องทาบ่อย ทาครั้งเดียวปกป้องผิวได้ทั้งวัน  เนื่องจากความสาารถในการสะท้อนรังสีขึ้นกับประสิทธิภาพในการเกาะติดที่ผิว

3. ครีมกันแดดชนิดฟิสิคอลที่ดี จะไม่ทำให้สีผิวเปลี่ยน แต่สารกันแดดชนิดฟิสิคอลที่คุณภาพต่ำอาจทำให้สีผิวดูคล้ำขึ้น เนื่องจากปฎิกริยา ออกซิเดชั่น ที่ผิวของสารกันแดด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการไม่ซึมซาบเข้าสู่ผิวชั้นลึกจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความร้อน และการระคายเคืองเหมือนครีมกันแดดชนิดเคมี