ประเภทของหน้ากากอนามัย ที่มีการนำมาใช้ในการป้องกันโรค โดยทั่วไปมีดังนี้
1. หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้า หน้ากากชนิดนี้จะเน้นใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอจาม แต่ไม่สามารถกรองเชื้อโรคได้ ข้อดีของหน้ากากผ้าคือ ซักทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้
2. หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น (surgical face mask) ใช้มากเพราะราคาถูก หน้ากากชนิดนี้ใช้กรองฝุ่นและป้องกันของเหลวซึมผ่านได้ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอจามพวกเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราในผู้สวมใส่ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัส ที่มีขนาดเล็กมาก ป้องกันละอองฝอยขนาดมากกว่า 5 ไมครอน ลดการกระจายเชื้อได้ 80% ใช้วันต่อวัน โดยไม่นำมาใช้ซ้ำ หากมีรอยรั่วหรือเปื้อน ให้ทิ้งทำลาย
3. หน้ากากอนามัยชนิด N95 สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด เพราะป้องกันได้ทั้งฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่ขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน ใช้สำหรับบุคลากรการแพทย์
วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
การที่คนรักษา ตายไปด้วยเป็นผลจากกระบวนการของระบบ คงไม่ใช่เรื่องการระบายอากาศอย่างเดียว ในสถานพยาบาล
ความจริงที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ บางคนก็ไม่อยากรู้...!!!
:::::::::::::::::::::::
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
.
การที่คนรักษา ตายไปด้วยเป็นผลจากกระบวนการของระบบ คงไม่ใช่เรื่องการระบายอากาศอย่างเดียว ในสถานพยาบาล
:::::::::::::::::::::::
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
.
การที่คนรักษา ตายไปด้วยเป็นผลจากกระบวนการของระบบ คงไม่ใช่เรื่องการระบายอากาศอย่างเดียว ในสถานพยาบาล
-ในรพรัฐ รพ ศูนย์ หอผู้ป่วยธรรมดา ก็เหมือน ICU แล้ว มีทั้ง ติดเชื้อ ไม่ติดเชื้อ นอนด้วยกันเรียงเป็นแถว ไม่อาจทราบได้ชัดเจน
-คนรักษา จะไม่มีทางทราบเลย mode ของ การติดต่อของเชื้อ เป็น dropletทางละอองฝอย ไอ จาม โดยตรง หรือหล่นไปติดตามเครื่องใช้ หรือ จากการสัมผ้สใกล้ชิด closed contact แมักระทั่ง การติดต่อทางการหายใจ air borne
-และคิดไม่ออก บอกไม่ได้ว่าการป้องกันจะเป็นระดับใด รวมทั้งป้องกันตัวเองด้วย และจะให้ป้องกันครอบจักรวาลในทางปฏิบัติอางทำได้ยาก
-นี่เป็นเหตุผล ทำไม หมอ พยาบาล ที่บังคลาเทศ ตายทุกปี เพราะจะมี คนไข้เยื่อหุ้มสมอง สมองอักเสบ อาการทางเดินหายใจ มากมาย เข้ามาประจำวัน รวมทั้งที่เกิดจาก ไวรัส nipah ทุกคนอาการเหมือนกันหมด และ nipah ติดต่อ คน สู่ คน หรืออย่าง MERS ซึ่งจากคนไข้คนเดียว เข้ารพ แดร่ทั้ว รพ และทั้งประเทศ
-ถ้าคนรักษามีคนไข้มากมาย ยิ่งทำให้ร่างกาย และการตัดสินใจ อ่อนแอไปด้วย
-ประกอบกับ สถานที่ รพ ไม่ได้ตั้งใจรองรับคนป่วยจำนวนขนาดนี้ เพราะฉนั้นไปทั้ง คนป่วย และคนรักษา
-ระบบการกันเชื้อแพร่ Infection control system คงต้องทำไปพร้อมกับปรับปรุงระบบ สุขภาพทั้งหมด แก้โดยการเพิ่มตึก เพิ่มเตียง เพิ่มหมอ พยาบาล เป็นการแก้ปลายเหตุเล็กๆ
-ทำไมคนไข้หน้าใหม่เกิดขึ้นมหาศาล และรุนแรง หลั่งไหลเข้า รพ เพราะเราป้องกันไม่ได้
-การชะลอคนเริ่มป่วยที่ยังไม่มีอาการ เช่น เบาหวาน ความดันสูง ทำไม่ได้
-คนเริ่มป่วยเข้าไม่ถึงการรักษา คนในตำบล ไปหา รพ ยาก คนรักษาก็อิดโรย
-ดังนั้น คนป่วยอาการหนักจะมากขึ้นเรื่อยๆ และไวต่อเชื้อ กลายเป็นที่เพาะเชื้อไปด้วย และรักษากันซึ้าซากมาจนกลายเป็นเชื้อดื้อยา
https://m.manager.co.th/Daily/detail/9600000052413
วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
เตือนระวังโรคทางเดินหายใจ
เตือนระวังโรคทางเดินหายใจ
ดูแลตนเองช่วงหน้าฝน ระบุตัวเปียกจากการ
ตากฝนต้องรีบอาบน้ำทำตัวเองให้แห้ง พร้อมเตือนระวังโรคทางเดิน
หายใจ
ประชาชนดูแลตนเองช่วงหน้าฝน ระบุตัวเปียกจากการตากฝนต้องรีบอาบน้ำทำตัวเองให้แห้ง พร้อมเตือนระวังโรคทางเดินหายใจโดยเฉพาะโรคปอดบวม และอุบัติเหตุทางรถยนต์
ภายหลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาประกาศว่าจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคไปอีกหลายวัน ดูแลตนเองในช่วงหน้าฝนว่า หากใครที่หลีกเลี่ยงการตากฝนไม่ได้หลังจากที่เปียกฝนแล้วจะต้องทำตัวเองให้แห้งโดยเร็วที่สุดโดยเมื่อกลับถึงบ้านต้องรีบถอดถุงเท้าและเสื้อผ้าที่เปียกฝนออกทันที เพราะการใส่เสื้อผ้าที่เปียก ทำให้ไม่สบายเป็นหวัด รวมไปถึงเป็นปอดบวมได้ จากนั้นให้รีบอาบน้ำ สระผม ทำร่างกายให้อบอุ่นทันที เพราะในน้ำฝนมีอาจะมีเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกติดมาด้วย ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดเท้า โดยต้องใช้สบู่ฟอกทำความสะอาดเท้าที่ต้องเดินลุยน้ำฝนหรือน้ำเจิ่งนองที่อาจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่จนอาจะทำให้เท่าเกิดเชื้อราได้
ประชาชนยังต้องดูแลตนเองให้ปลอดจากโรคที่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝนคือโรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่ออากาศมีความชื้นมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรคปอดบวมที่เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ โดยปอดเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ โดยอาการเบื้องต้นจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอแห้ง มีเสมหะปนเลือด จามคัดจมูกเจ็บหน้าอกและมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ทั้งนี้หากท่านพบเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและอาการเข้าขั้นฉุกเฉิน คือ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีเลือดหรือเสมหะปริมาณมากในปาก หายใจเสียงดังโครกคราก ตัวซีดเหงื่อท่วมตัว และต้องลุกนั่งหรือพิงผนังหรือยืนเพื่อให้หายใจได้ ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เข้ามารับผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ได้อย่างทันท่วงที
อัตราคนมีปัญหาบรรจุไม่ได้ ก็ต้องมีมาตราการณ์ป้องกันคนที่ทำงานอยู่ ทำงานแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีหน่อยนะ ทุกวันนี้บุคลากรการแพทย์ต้องเสี่ยงติดเชื้อโรคในสถานที่ปฎิบัติการเพียบ
เมื่ออัตราคนมีปัญหาบรรจุไม่ได้ ก็ต้องมีมาตราการณ์ป้องกันคนที่ทำงานอยู่ ทำงานแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีหน่อยนะ ทุกวันนี้บุคลากรการแพทย์ต้องเสี่ยงติดเชื้อโรคในสถานที่ปฎิบัติการเพียบ เป็นอะไรขึ้นมา ไม่คุ้มกับการสูญเสียเลย
.
ช่วงนี้มีข่าวน้องหมอจบใหม่ เสียชีวิตค่อนข้างติดๆกัน รายแรกทราบว่าติดเชื้อวัณโรคจากคนไข้และเป็นเชื้อดื้อยารุนแรง อีกรายคือคุณหมอหนุ่มร่างกายกำยำที่สงสัยว่าปอดติดเชื้อจนมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในที่สุด ก่อนอื่นพี่ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของน้องหมอทั้งสองคนที่เชื่อว่าน้องๆทั้งคู่น่าจะเป็นความหวังและเสาหลักของครอบครัว
เรื่องการเสียชีวิตของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก มีข่าวอยู่เนืองๆ ทั้งอุบัติเหตุจากการพักผ่อนไม่พอขับรถหลับใน โรคภัยไข้เจ็บ แม้กระทั่งการฆ่าตัวตายจากความเครียด จากหลากหลายปัจจัย ทำให้เราต้องสูญเสียคนหนุ่มสาวมีอนาคตที่ยังควรจะสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้อีกหลายหมื่นหลายแสนคนไปอีก 30-40ปี
ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือระบบงานสาธารณสุขของประเทศ ที่มีภาระงานหนักหน่วงเกินกว่าที่บุคลากรที่มีอยู่จะสามารถรับมือได้อย่างเพียงพอ การอยู่โยงเวร 72ชม. ได้นอนเป็นงีบๆ มีให้เห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน การที่ต้องออกตรวจทั้งๆที่ตัวหมอตัวพยาบาลป่วย คาสายน้ำเกลือ ฉีดยาฆ่าเชื้อไปตรวจไป ยังเป็นเรื่องปกติในโรงพยาบาลรัฐ สุดท้ายแล้วถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข บุคลากรไม่ได้รับการเพิ่มจำนวนให้เพียงพอกับภาระงาน ไม่มีการควบคุมชั่วโมงการทำงานให้พอเหมาะ แต่ยังอ้างคำว่า "เสียสละ" และ "จรรยาบรรณ" มาก่อนตลอดเวลา เคสนี้ก็ยังไม่ใช่เคสสุดท้าย ที่เราจะต้องสูญเสียหมอหนุ่มสาวอายุน้อยไปก่อนวัยอันควร
ประเด็นที่ควรต้องพูดถึงกันจริงๆ อาจไม่ใช่การชื่นชมการเสียชีวิตในหน้าที่ (เราไม่ได้อยู่ในสนามรบ ไม่ได้ไปฆ่าฟันกับใคร เหตุแบบนี้มันไม่ควรเกิด) แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ ระบบสาธารณสุขของประเทศนี้จะดูแลปกป้องบุคลากรให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
สุดท้าย หากมีน้องๆหมอพยาบาลบุคลากรทางการแพทย์หรือสาขาอื่นๆได้อ่านอยู่ ในฐานะรุ่นพี่อยากฝากข้อคิดไว้ว่า การมีอุดมการณ์เป็นสิ่งดี การทุ่มเทแรงทั้งกายใจเพื่อช่วยชีวิตคนไข้เป็นเรื่องประเสริฐ แต่อย่าลืมดูแลตัวเอง และคนข้างหลัง เราไม่ได้จะเรียนจบออกมาเพื่อทำงานจนตายไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง และทิ้งคนข้างหลังเอาไว้โดยไม่มีโอกาสได้ดูแลใครในครอบครัวเลย
ป.ล. ในประเทศที่พัฒนาแล้วการตายของบุคลากรในที่ทำงาน จะได้รับการสอบสวนหาสาเหตุอย่างหนัก สิ่งที่ได้จะไม่ใช่แค่คำชื่นชมในหนังสือพิมพ์รายวันหน้าหนึ่ง
Admin Dr. Jame
https://web.facebook.com/Drnextdoor/?hc ... ED&fref=nf
.
ช่วงนี้มีข่าวน้องหมอจบใหม่ เสียชีวิตค่อนข้างติดๆกัน รายแรกทราบว่าติดเชื้อวัณโรคจากคนไข้และเป็นเชื้อดื้อยารุนแรง อีกรายคือคุณหมอหนุ่มร่างกายกำยำที่สงสัยว่าปอดติดเชื้อจนมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในที่สุด ก่อนอื่นพี่ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวของน้องหมอทั้งสองคนที่เชื่อว่าน้องๆทั้งคู่น่าจะเป็นความหวังและเสาหลักของครอบครัว
เรื่องการเสียชีวิตของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก มีข่าวอยู่เนืองๆ ทั้งอุบัติเหตุจากการพักผ่อนไม่พอขับรถหลับใน โรคภัยไข้เจ็บ แม้กระทั่งการฆ่าตัวตายจากความเครียด จากหลากหลายปัจจัย ทำให้เราต้องสูญเสียคนหนุ่มสาวมีอนาคตที่ยังควรจะสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้คนได้อีกหลายหมื่นหลายแสนคนไปอีก 30-40ปี
ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือระบบงานสาธารณสุขของประเทศ ที่มีภาระงานหนักหน่วงเกินกว่าที่บุคลากรที่มีอยู่จะสามารถรับมือได้อย่างเพียงพอ การอยู่โยงเวร 72ชม. ได้นอนเป็นงีบๆ มีให้เห็นอยู่ในยุคปัจจุบัน การที่ต้องออกตรวจทั้งๆที่ตัวหมอตัวพยาบาลป่วย คาสายน้ำเกลือ ฉีดยาฆ่าเชื้อไปตรวจไป ยังเป็นเรื่องปกติในโรงพยาบาลรัฐ สุดท้ายแล้วถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข บุคลากรไม่ได้รับการเพิ่มจำนวนให้เพียงพอกับภาระงาน ไม่มีการควบคุมชั่วโมงการทำงานให้พอเหมาะ แต่ยังอ้างคำว่า "เสียสละ" และ "จรรยาบรรณ" มาก่อนตลอดเวลา เคสนี้ก็ยังไม่ใช่เคสสุดท้าย ที่เราจะต้องสูญเสียหมอหนุ่มสาวอายุน้อยไปก่อนวัยอันควร
ประเด็นที่ควรต้องพูดถึงกันจริงๆ อาจไม่ใช่การชื่นชมการเสียชีวิตในหน้าที่ (เราไม่ได้อยู่ในสนามรบ ไม่ได้ไปฆ่าฟันกับใคร เหตุแบบนี้มันไม่ควรเกิด) แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ ระบบสาธารณสุขของประเทศนี้จะดูแลปกป้องบุคลากรให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
สุดท้าย หากมีน้องๆหมอพยาบาลบุคลากรทางการแพทย์หรือสาขาอื่นๆได้อ่านอยู่ ในฐานะรุ่นพี่อยากฝากข้อคิดไว้ว่า การมีอุดมการณ์เป็นสิ่งดี การทุ่มเทแรงทั้งกายใจเพื่อช่วยชีวิตคนไข้เป็นเรื่องประเสริฐ แต่อย่าลืมดูแลตัวเอง และคนข้างหลัง เราไม่ได้จะเรียนจบออกมาเพื่อทำงานจนตายไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง และทิ้งคนข้างหลังเอาไว้โดยไม่มีโอกาสได้ดูแลใครในครอบครัวเลย
ป.ล. ในประเทศที่พัฒนาแล้วการตายของบุคลากรในที่ทำงาน จะได้รับการสอบสวนหาสาเหตุอย่างหนัก สิ่งที่ได้จะไม่ใช่แค่คำชื่นชมในหนังสือพิมพ์รายวันหน้าหนึ่ง
Admin Dr. Jame
https://web.facebook.com/Drnextdoor/?hc ... ED&fref=nf
วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
Plasmacluster zone เหมาะสำหรับคนที่ไม่ควรเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ
โซนทำลายเชื้อโรคทางอากาศ
Plasmacluster safety zone
.
สามารถทำได้เอง กำหนดพื้นที่ตามที่ต้องการ ใช้ในโรงพยาบาล โรงงาน โรงเรียน ที่ทำงาน บ้าน แม้กระทั่ง เตียงนอน
Plasmacluster zone เหมาะสำหรับคนที่ไม่ควรเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เช่น ผู้ที่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ ผู้ที่อยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ
.
โซนทำลายเชื้อโรคทางอากาศ เป็นโซนที่เกิดขึ้นจากการเปิดเครื่องฆ่าเชื้อโรคทางอากาศ ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ (Plasmacluster air sterilizer) ทำให้โซนที่ถูกกำหนดไว้ มีปริมาณไอออนลอยอยู่เป็นจำนวนมาก ไอออนเหล่านี้ถูกผลิตพ่นออกมาจากเครื่องอย่างต่อเนื่อง
.
พลาสม่าคลัสเตอร์ไอออนที่ล่องลอยในโซนนี้ จะทำลายเชื้อโรคทันที ที่เชื้อโรคเข้ามาปรากฎในโซน ไม่ว่าจากการหายใจ ไอ จาม จากคน หรือ ลมจากท่อปรับอากาศส่วนกลาง ที่ย่างกรายเข้ามาใน Plasmacluster zone แม้กระทั่งเชื้อโรคที่ติดตามผิวหนัง เสื้อผ้า ก็จะถูกพลาสม่าคลัสเตอร์ไอออนทำลายทันทีที่เข้ามาในโซน
.
Plasmacluster zone มีประโยชน์ในการใช้ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคในระยะประจันหน้า ณ จุดปะทะ (ระบบกรองอากาศ หรือ UV ไม่สามารถทำได้) ... จากการศึกษาพบว่า ถึงเราจะทำความสะอาดห้องหรือสถานที่ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ เปิด UV เข้มข้น แล้วก็ตาม ห้องเหล่านี้ก็สะอาดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมีคนเข้ามา คนนี่แหละเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้าในห้องอีกครั้ง เชื้อโรคจะติดตามตัวมา หรือ การไอ จาม หายใจ ภายในห้อง ทำให้เชื้อโรคกระจายได้ใหม่ทั่วห้อง ซึ่งไม่มีอาวุธอะไรมาจัดการมัน
... อีกแหล่งเชื้อโรคหนึ่งคือ ท่อปรับอากาศส่วนกลาง ที่พ่นลมเย็นเข้ามาในแต่ละห้อง เป็นท่อกระจายเชื้อโรคดีๆนี่เอง ที่เกิดจากส่วนของมันเองที่เชื้อราเชื้อแบคทีเรียเข้ามาเจริญเติบโตภายในท่อหล่อเย็น หรือ เกิดจากเชื้อโรคที่แพร่จากคนเป็นพาหะ จากห้องหนึ่งสู่อีกห้องหนึ่ง
... “ป้องกัน” ดีกว่า “รักษา” ถ้าเป็นแล้วแย่ จะแก้ไม่ทัน
.
โซนพลาสม่าคลัสเตอร์เหมาะกับการใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงการปนเปื้อนของเชื้อโรคสูง หรือ จุดที่มีการเผชิญหน้ากันของคนทำงาน หรือ ต้องการให้มีการปนเปื้อนเชื้อโรคต่ำสุด เช่น โรงพยาบาล (โดยเฉพาะ OPD/ER/ENT) , โรงงาน , โรงเรียน , office building , โรงแรม
.
Plasmacluster zone สามารถสร้างครอบคลุมพื้นที่ได้ทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็น 9 ตร.ม. หรือ มากกว่า 2000 ตร.ม. ตามรูปแบบหลากหลายของอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง ณ จุดตรวจ วางบนโต๊ะ วางบนพื้น แขวนผนัง ติดตั้งในปลายท่อลม โดยสามารถสร้างโซนครอบคลุมได้ในพื้นที่ระบบเปิดหรือปิดอากาศก็ได้
.
ผลการทดสอบจาก 28 สถาบันวิจัยนานาชาติ พลาสม่าคลัสเตอร์ไอออนสามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย รวมถึง เชื้อรุนแรงต่างๆ เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ เชื้อวัณโรค ด้วยการทำลายเปลือกผิวนอกของเชื้อโรค
.
งานวิจัยล่าสุดจากโรงพยาบาลวัณโรคจอร์เจีย เครือข่ายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า Plasmacluster HD 100000 ลดความเสี่ยงลดจำนวนบุคลากรการแพทย์ที่จะติดเชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลวัณโรค ได้ถึง 4 เท่าตัว
.
พลาสม่าคลัสเตอร์ไอออนจะทำลายผิวนอกของเชื้อโรคทันทีที่ปะทะกัน แต่เราก็ต้องคำนึงถึงความรวดเร็วและระยะห่างด้วย ความเข้มข้นของพลาสม่าคลัสเตอร์ไอออนที่สูงๆเป็นตัวแปรของประสิทธิภาพ ให้สูงตามด้วย
.
การนำ Plasmacluster ใช้ตามบ้าน แค่ระดับความเข้มข้น 7000 ก็อาจเพียงพอ แต่หากมาใช้ในพื้นที่เสี่ยงสูง ควรใช้ Plasmacluster HD อย่างน้อย 25000 ไอออนต่อซีซี
วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559
รังสียูวีจากแสงแดดมีทั้งคุณประโยชน์และโทษต่อมนุษย์ โดย รังสียูวี ในขนาดต่ำๆ จะช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่สูงเกินไป รังสียูวีบีจะทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดผิวไหม้แสบลอก ผิวหมองคล้ำ
รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสียูวี มีอยู่ 3 ชนิด คือ
1. รังสียูวีซี (UV C) เป็นรังสีที่อันตรายที่สุด แต่จะไม่ถึงพื้นโลก เนื่องจากจะมีโอโซนกั้นอยู่ โดยรังสีนี้หากถูกผิวหนังจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ และอาจกระทบต่อดวงตา เป็นต้อกระจกได้
2.รังสียูวีบี (UV B) มาถึงผิวโลก และมีผลต่อผิวไหม้ได้ หรือที่เรียกว่า ซันเบิร์น แต่ป้องกันได้ โดยการทาครีมกันแดด และ
3.รังสียูวีเอ (UV A) จะทะลุเข้าไปภายในผิวหนัง ทำให้แก่เร็วขึ้น
รังสียูวีจากแสงแดดมีทั้งคุณประโยชน์และโทษต่อมนุษย์ โดย รังสียูวี ในขนาดต่ำๆ จะช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่สูงเกินไป รังสียูวีบีจะทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ทำให้เกิดผิวไหม้แสบลอก ผิวหมองคล้ำ
ส่วนรังสียูวีเอ เมื่อได้ผ่านลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ และได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ จะทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำลายไฟโบรบลาสต์ จึงทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำกดภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ทำลาย DNA ทำให้เซลล์กลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ ตามมาด้วยเนื้องอกหรือมะเร็งผิวหนังได้ โดยผู้ที่มีผิวขาวจะมีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากมีเมลานินที่ช่วยปกป้องอยู่น้อยกว่านั่นเอง
นอกจากนี้ รังสียูวี ยังส่งผลก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาด้วย แต่มีผลค่อนข้างน้อย ถ้าได้รับ รังสียูวี ความเข้มสูง จะเกิดกระจกตาอักเสบมีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้
ครีมกันแดดที่ใช้อยู่ เป็นแบบดูดซับรังสียูวี หรือ สะท้อนรังสียูวี ... ถ้าครีมดูดซับรังสียูวีไว้ ก็จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นบนผิวหน้า ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาด้วย ... สารเคมีประเภท PABA จะเป็นสารดูดซับรังสียูวี ที่มักใช้ในครีมกันแดดทั่วไป
ครีมกันแดดชนิดเคมี (Chemical Sunscreen) เป็นครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ทำหน้าที่ในการปกป้องแสงแดด ด้วยการดูดซับรังสีเข้าผิวหนังแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้แสงผ่านลงในชั้นผิวหนังได้ (เนื้อครีมจะเป็นข้น ๆ น้ำนมเหมือนเนื้อครีมทั่วไป ซึมซับได้ง่าย) ซึ่งหลังจากโดนแดดสักพัก สารเคมีเหล่านี้ก็จะเสื่อมสภาพ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราต้องทาครีมกันแดดทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
...ถ้าครีมดูดซับรังสียูวีไว้ ก็จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นบนผิวหน้า ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาด้วย สารป้องกันแดดประเภทนี้บางชนิดจะดูดซับได้เฉพาะรังสี UVA หรือ UVB หรือทั้งสองอย่าง สารเคมีที่ใช้ผสมในครีมกันแดด คือ Panimate O, Bensophenone, Cinnamates, Antranilate, Homosalate และ Oxybenzene ซึ่งครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่าย
สารที่กันได้เฉพาะรังสี UVA คือ benzophenones และส่วนที่กันได้เฉพาะรังสี UVB คือ cinnamates, PABA, PABA derivatives
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559
ฝ้า กระ เกิดจากการกระตุ้นการสร้างเม็ดสี ซึ่งมีหลายสาเหตุด้วยกัน รักษาป้องกันอย่างไร
กระ ส่วนใหญ่เกิดจากแสงแดด ความร้อน และอายุ
แต่กรณีฝ้ามักจะมีปัจจัยฮอร์โมนเข้ามาค่อนข้างเยอะ
การเกิดฝ้าจากกรรมพันธุ์ โอกาสเป็นซ้ำหลังจากหายไป
ก็กลับมาได้ โดยมีปริมาณเท่าเดิมหรือลดกว่าเดิมนิดหน่อย
จึงไม่คุ้มกับการทุ่มเงินเสียเวลารักษาในกรณีเช่นนี้
“เวลาฮอร์โมนเพศหญิงมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว
อย่างเช่น ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ฮอร์โมนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
บางครั้งการที่ฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน
อย่างช่วงเข้าสู่วัยทอง วัยหมดประจำเดือน ก็มีฝ้าขึ้นได้เหมือนกัน”
การใช้เลเซอร์ในรักษา
ต่อใช้เป็นเลเซอร์ที่มีความแม่นยำในการขูดลอกอยู่สูงมาก ผิวที่ถูกขูดลอกไป
ก็ยังเป็นชั้นที่ปกป้องผิวหนัง เมื่อไรที่ขูดลอกออกไปปุ๊บ
ชั้นผิวหนังที่ถูกขูดลอกจะหายไป มันจะบางไปชั่วระยะหนึ่ง บางคนประมาณ 3 อาทิตย์
ถึง 6 เดือน เพราะฉะนั้นถ้าดูแลตัวเองไม่ดีในช่วง 6 เดือนแรก
ก็มีโอกาสจะกลับมาเป็นซ้ำ และเราพบว่าการเป็นซ้ำมากกว่า 80%
ใหญ่ขึ้นแน่ๆ เพราะการที่เอาเลเซอร์ไปตัด เราไม่สามารถตัดพอดีเป๊ะกับฝ้า
เรามักตัดให้กว้างกว่าเสมอ อาจ 1/2 มม. หรือ 1 มม. ซึ่ง 1/2 มม. หรือ 1 มม.
ทุกครั้งที่เราทำ มันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย แต่ที่เราพบแน่ๆ คือ จะดำขึ้นกว่าเดิม”
ในการรักษาอีกแนวทาง ก็มีการจัดการกับตัวทำสร้างเม็ดสี แต่ก็พบว่าขณะจัดการกับตัวสร้างเม็ดสี
ไม่สามารถจัดการกับมันทั้งหมดได้ ส่วนหนึ่งถูกทำลายทิ้งไปจริง
อีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ ผลที่ได้เหมือนจะดีขึ้น แต่ภาพที่เห็นกลับแย่ลงกว่าเดิม
เพราะว่ากลายเป็นกระดำกระด่าง โดยเฉพาะคนผิวเข้ม เวลามาทำลาย ก็จะกลายเป็นดวงขาวๆ
ยาทาฝ้าก็ถูกนำมาใช้เช่นกัน ตัวหลักที่ใช้กันคือ
ไฮโดรควิโนน เป็นสารที่ยับยั้งเอนไซม์ทำให้การผลิตเม็ดสีน้อยลง ตัวไฮโดรควิโนนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง
จริงๆ แล้ว ตัวไฮโดรควิโนนพัฒนาเพื่อรักษาโรคสมองบางโรค
แต่ว่าเมื่อสมัยที่เค้าพัฒนายาตัวนี้ขึ้นมา เรายังไม่รู้จักคิวเทน
คิวเทนเป็นสารใหม่ที่รู้จักเมื่อไม่ถึงสิบปีที่แล้วนี่เอง เราเพิ่งมาพบว่าตัวโครงสร้างของไฮโดรควิโนน
คล้ายคิวเทนมากๆ ทำงานเหมือนเป๊ะ แต่ประสิทธิภาพดีกว่าสิบเท่า
เพราะฉะนั้นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายเรา ตัวไฮโดรควิโนนแรงที่สุดแล้ว
สาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดฝ้า ที่อาจยังไม่ทราบ
- ไอร้อนจากเตาความร้อนทำครัวทั้งหลาย
ก็ทำให้เกิดฝ้าขึ้นได้
- รังสีหน้าจอคอมพ์ การเปลี่ยนทีวีหรือคอมพิวเตอร์
มาเป็น LCD ก็ทำให้มีผลน้อยลง แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้อยู่
ส่วนวิธีการปกป้องตัวเองจากแสงแดดง่ายมากๆ คือ
ครีมกันแดด ที่ป้องกันรังสียูวีได้ 8-10 ชั่วโมงขึ้นไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




