วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

สารปรอทปริมาณสูงในครีมหน้าขาวและการทดสอบเบื้องต้น


สารปรอทปริมาณสูงในครีมหน้าขาวและการทดสอบเบื้องต้น

 

white3


ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสาคัญกับสุขภาพและผิวพรรณ เพื่อนาไปสู่ความอ่อนวัยไร้ริ้วรอย และที่สาคัญผิวต้องขาวใส ไร้จุดด่างดำ ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มฟอกผิวตัวให้ขาว ผิวหน้าให้ใส (Whitening Products) จึงมีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างมากมาย โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้มีส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องสำอางถึงร้อยละ 50-70 ในบางประเทศ การสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ครีมหน้าขาว-หน้าใสที่อ้างว่ามีประสิทธิภาพในการทาให้ผิวหน้าและผิวกายมีสีจางลงในเวลาสั้น เพื่อตรวจสอบคุณภาพจากหลายหน่วยงานพบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีจำนวนถึงร้อยละ 20 ที่มีสารปรอทในปริมาณสูงปนอยู่ในระดับหลายพันถึงหลายหมื่นส่วนในล้านส่วน ซึ่งสารปรอทเหล่านี้เป็นพิษต่อร่างกายทั้งแบบเฉียบพลันและในระยะยาว

ในผลิตภัณฑ์ ครีมไข่มุกที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภค มีการผสมสารปรอทในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 3 (30,000 ppm) สารปรอทที่ใช้อยู่ในรูปของไดวาเลนซ์แคทไอออน [mercuric (II) ion, Hg2+] จะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ลดลง แต่จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอ แพ้ง่าย ไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลต สารปรอทเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านทางผิวหนัง เข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้มีผลต่อการทางานของตับ ไต เกิดโรคโลหิตจาง เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศให้ปรอทเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 การใช้สารปรอทเพื่อฆ่าเชื้อโรคในเครื่องสำอางบางชนิด (รวมถึงยาบางชนิด) ต้องใช้ที่ความเข้มข้นของปรอทไม่เกิน 1 ในล้านส่วน (1 ppm) แต่ที่ความเข้มข้นนี้จะไม่มีผลทำให้สีผิวจางลง

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย (อย.) และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้สุ่มตรวจอย่างผลิตภัณฑ์หน้าขาวเป็นระยะ แต่ยังพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหลายสิบชนิดที่มีปริมาณสารปรอทสูงมากและก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภค องค์การอนามัยโลกรายงานถึงปัญหาการปนเปื้อนสารปรอทในหลายประเทศทั่วโลก ที่ผู้บริโภคความสำคัญกับสีผิวที่อ่อน ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย เกาหลี เวียดนาม อินโดนีเซีย เลบานอน เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ในหลายประเทศไม่มีการตรวจสอบสารปรอทในครีมหน้าขาวอย่างเข้มงวดและไม่ทั่วถึง จึงทำให้ยังมีครีมหน้าขาวจำนวนมากที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ครีมหน้าขาวที่ถูกลักลอบเติมปรอทมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้น เนื่องจากเป็นครีมที่ขายออนไลน์และครีมที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

เดินวันละ 10,000 ก้าว เผาผลาญพลังงาน 500 แคลอรี่

เดินวันละ 10,000 ก้าว เผาผลาญพลังงาน 500 แคลอรี่

ผลการวิจัยพบว่าการเดิน 10,000 ก้าวใน 1 วัน สามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 400 - 500 กิโลแคลอรี่ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ลดการสะสมของไขมัน ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก รวมทั้งข้อต่อต่างๆ ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น







โดยปกติคนเราจะเดินเฉลี่ยวันละ 900 - 5,000 ก้าวต่อวันเท่านั้น ทั้งๆ ที่การเดินที่จะส่งผลดีต่อร่างกายนั้นควรอยู่ที่ 10,000 ก้าวต่อคนต่อวัน ทั้งนี้ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ความเร็วที่เดิน การแกว่งแขน การก้าวเท้า ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากจะเผาผลาญพลังงานจากการเดินได้มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย


เคล็ดลับสำหรับผู้ที่ตั้งใจที่จะเริ่มเดินให้ได้ครบ 10,000 ก้าว ควรเริ่มเดินแบบสะสม และค่อยๆ เพิ่มจำนวนก้าวเดินขึ้นเรื่อยๆ จนครบ 10,000 ก้าวต่อวันในที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้ ไม่หักโหมจนเกินไป โดยอาจใช้เครื่องนับก้าวเดินเป็นผู้ช่วยในการจำ

นอกจากนี้ความถี่ในการเดิน ยังให้ผลลัพท์ที่ต่างกัน ดังนี้


• การเดินเพื่อควบคุมน้ำหนักให้คงที่ ควรเดินเฉลี่ยวันละประมาณ 45 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วัน
 
• การเดินเพื่อลดน้ำหนัก ควรเดินทุกวัน โดยการเดินสะสมครั้งละ 15 นาที วันละ 3 ครั้ง
 
• การเดินเพื่อฟิตกล้ามเนื้อ หรือสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ควรเดินเร็วๆ สะสมให้ได้วันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน


จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าการออกกำลังกายโดยวิธีการเดินนั้นมีประโยชน์มากมาย ขึ้นอยู่กับว่าในหนึ่งวันเราสามารถเดินในระยะทางมากน้อยเพียงใด